Tag Archives: cordontree
รสชาติความเหงาในหัวใจ – Funky Burger
คำร้อง : วรัชยา พรหมสถิต
ทำนอง : พัฒน์ สุพรหมจักร
เรียบเรียง : NY – Q
Download เพลงนี้ โทร *123 1031452 3
ITunes: http://itunes.apple.com/us/album/1-piece/id515010543
เพลงกลิ่นร็อก ที่ใส่ความเป็นกรู๊ฟลงไปด้วย
ไลน์กีตาร์และเอฟเฟค Filter แบบFunk
เพื่อหนีความจำเจของเพลงร็อกสมัยใหม่
ที่เน้นสาดคอร์ดด้วยเสียงแตกเพียงอย่างเดียว
ส่วนกลองและเบสเล่นไดนามิกแบบร็อก
ทำให้เป็นเพลงช้าสไตล์ร็อกที่แม้ไม่ต้องใส่เสียงแตกดุๆ
ของกีตาร์ลงไป ก็ยังคงความแข็งแรงของเพลงไว้ได้อยู่
บรรยากาศของเพลงเหงาปนเศร้า
เป็นอาการของคนที่ลืมคนที่รักไม่ลง อ้อนวอนให้เธอกลับมา
สักวันที่ฉันมีเธอ – ต้อง&เจนนี่
ดาวน์โหลดเพลงนี้บน iTune Thailand ได้ที่ http://itunes.apple.com/th/album/sak-wan-tee-chan-mee-ter-single/id562808097
ดาวน์โหลดลงโทรศัพท์มือถือ *24824115 (iPhone โหลดได้เฉพาะเสียงรอสาย)
ติดตามงานดีๆ จากสหภาพดนตรีได้ที่ http://www.facebook.com/wearemusicunion
เพลงของคนที่เชื่อมั่น ศรัทธา ว่าคนที่เกิดมาเพื่อเรามีอยู่จริง รอคอย ตามหา ค้นหาคนคนนั้น และมั่นใจว่าสักวันต้องเจอ เป็นเพลงคู่โดย “ต้อง แอนด์ เจนนี่” ศิลปินยอดวิวหลักล้านจากยูทูป
ทำนอง, เรียบเรียง, โปรดิวซ์โดย Bruno Brugnano ซึ่งได้สร้างเมโลดี้ที่สวยงาม ง่าย แต่มีชั้นเชิง
เนื้อเพลงโดย จักราวุธ แสวงผล ซึ่งอยากให้กำลังใจทุกการค้นหาผ่านเพลงนี้
และให้กำลังใจ ต้อง & เจนนี่ได้ที่ http://www.facebook.com/tongandjennie
Scrubb – รักนิรันดร์
Scrubb – รักนิรันดร์
เนื้องร้อง : พนเทพ สุวรรณะบุณย์
ทำนอง : พนเทพ สุวรรณะบุณย์
เรียบเรียง : ต่อพงศ์ จันทบุบผา, ศิวัช หอมขำ
Producer : ต่อพงศ์ จันทบุบผา
Executive Producer : โกมล บุญเพียรผล
ประวัติวง Infamous
เริ่มก่อตั้งวงเมื่อประมาณช่วงปี 2003 โดยใช้ชื่อวงว่า ” จับฉ่าย ” มีสมาชิกดั้งเดิมคือ
สมาชิกวง Infamous
เก่ง ธนดล สุกัณหะเกตุ Vocal
ช้อป วรวุฒิ สุนทรประทม Guitar
ฟิล์ม ปิยะนันท์ แก้วบุญเรือง Drums
อั๋น จรูญ มิ่งแก้ว Guitar
แรงจูงใจในการตั้งวงคือ การเข้าประกวด Hotwave Music Award ครั้งที่ 9
โดยครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ที่มีการแข่งขันในรอบ 10 วงสุดท้ายใน ” อินดอร์สเตเดี้ยม ”
จึงรวบรวมเพื่อนๆในโรงเรียนมัธยม ” ศรีพฤฒา ” เข้าประกวดในช่วงปี 2004
โดยมี อ. ประสพโชค สาตระภัย Music Aria เป็นผู้ฝึกสอน
จนได้เข้ารอบ 10 วงสุดท้าย และได้รางวัล ” นักร้องยอดเยี่ยม ” ในการประกวดในปีนั้น
หลังจากนั้น INFAMOUS ใช้เวลาถึง 2 ปีเต็ม เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเวทีต่างๆ
เล่นตั้งแต่งานจ้างเวทีใหญ่เต็มรูปแบบ คอนเสิร์ตที่ตัวเองจัดเอง งานปีใหม่โรงงาน
ไปจนถึงข้างถนนบริเวณ ” อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ”
ผู้ให้โอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของ Album ” Step One ” อัลบั้มรวมที่รวมเอา5วงดนตรีรุ่นใหม่
(ในขณะนั้น) มารวมกันในอัลบั้มเดียว โดยตอนนั้น INFAMOUS ยังคงใช้ชื่อวง ” จับฉ่าย ”
โดยเปลี่ยนสมาชิกจาก อั๋น Guitar เป็น เบิร์ดอัลบั้ม “Step One” ไม่ประสบความสำเร็จมากนักจึงทำให้เกิดการพูดคุยกับพี่เกี้ย,พี่บั๋ง
อย่างต่อเนื่อง ในเรื่องอัลบั้มของตัวเอง
อีก 2 ปีจากอัลบั้ม “Step One” อีก 2 ปีจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ในการทำงานอัลบั้ม
และเปลี่ยนสมาชิกจาก เบิร์ด เป็น แซ๊ก ศิวลักษณ์ หินแก้ว รวบรวมเป็นอัลบั้มแรก ในนาม
” INFAMOUS “
2006 Album Step One
2008 Album Infamous
2009 Album On The Way
2010-ปัจจุบัน Album ยังไม่ระบุชื่อ
คอนเสิร์ตการกุศล Music for blind

ประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ตการกุศล Music for blind
มาร่วมทำให้โลกที่มืดมิดของผู้พิการทางสายตาสว่างสดใสยิ่งกว่าเดิม ในคอนเสิร์ตการกุศล “Music for blind” ที่รวบรวมเหล่าศิลปินอาสาระดับคุณภาพไว้มากมาย ในบรรยากาศกลางแจ้งแบบสบายๆ บนสนามหญ้ากว้าง พร้อมร่วมสนุกและรับบุญไปกับกิจกรรมหน้างานอีกมาก ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานอัฒจันทร์กลางแจ้ง สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม)
จำหน่ายบัตรติดตามข่าวสารดีๆ ได้ที่ www.facebook.com/musicforblind หรือ โทร.089-0034455
รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่ “สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย” เพื่อดำเนินการจัดประชุมสมัชชาสหภาพคนตาบอดโลก (WBU-ICEVI 2012)
จัดการแสดง 2 รอบ เวลา 18.00 น. – 21.00 น.
วันอาทิตย์ 21 ต.ค. พบกับศิลปินอาสา ป๊อด ธนชัย, 25 hours, ไต้ฝุ่น KPN, เพชร KPN และศิลปินรับเชิญวง Ionion ราคาบัตร 1,200 บาททุกที่นั่ง
วันอาทิตย์ 28 ต.ค.พบกับศิลปินอาสา ป๊อบ ปองกูล, Season Five ,วัชราวลี และศิลปินรับเชิญวง Ionion ราคาบัตร 1,200 บาททุกที่นั่ง
Chang Music 2012 : Chang Music Contest
ช้างเปิดแคมเปญมิวสิคล่าสุด “Chang Music 2012” ทุกที่เป็นเวที…มีดีก็โชว์ออกมา ดึงคนรุ่นใหม่ประกวดวงดนตรี cover เพลง “ชีวิตเป็นของเรา” ของบอดี้สแลม ในสไตล์ของตัวเอง ในรายการ Chang Music Contest ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 ชิงรางวัลสุดเด็ดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านรายการแนว Reality แบบสะใจในสไตล์ “ชีวิตของเรา ใช้ซะ” ให้ผู้ชมทางบ้านได้ชมและเชียร์ ผู้ชนะเลิศจะได้ขึ้นเล่นบนเวทีเดียวกับบอดี้สแลมในเทศกาลดนตรีครั้งใหญ่ต้นปีหน้าด้วย”
หลังจากเป็นผู้สนับสนุนหลักของวงบอดี้สแลมทั้งระดับประเทศและระดับโลก ด้วยคอนเสิร์ต “BODYSLAM แสงสุดท้าย WORLD TOUR 2012” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด เครื่องดื่มตราช้างได้ใช้เพลง “ชีวิตเป็นของเรา” ของวงบอดี้สแลม ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์เครื่องดื่มตราช้าง “ชีวิตของเรา…ใช้ซะ” เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของเครื่องดื่มตราช้างด้วย ซึ่งสามารถฟังและรับชมได้ทางโทรทัศน์ทุกช่อง
ตูน-บอดี้สแลมกล่าวถึงเพลงนี้ว่า สำหรับเพลง “ชีวิตเป็นของเรา” เวอร์ชั่นนั่งเล่น เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม Believe ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ 3 ของพวกเรา Bodyslam ส่วนตัวแล้วทุกครั้งที่ได้ยิน หรือได้ร้องเพลงนี้บนเวทีพวกเราจะรู้สึกได้ถึงพลังงาน และแรงบันดาลใจดีๆ เสมอ และในโอกาสที่มีคอนเสิร์ต “นั่งเล่น” เราก็ได้หยิบเอาเพลงนี้มาทำในเวอร์ชั่นที่แตกต่างออกไป เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเราได้สนุกกับเพลงเก่าของเรา ในอีกรูปแบบหนึ่ง และในช่วงที่ทำเพลงกันอยู่ ผมรับรู้ได้ถึงพลังงาน และแรงบันดาลดีๆ ที่หวนกลับมาอีกครั้งสำหรับใครที่ชอบเพลงนี้ และอาจจะเคยได้รับแรงบันดาลใจดีๆ จากเพลงนี้คล้ายๆ กับพวกเรา ลองทำมัน ในแบบของคุณเอง ผมเชื่อว่ามันน่าจะช่วยสร้างแรงบัลดาลใจที่ดีในระหว่างทางที่คุณคิด และทำมันก็ได้……ยังไงก็ขอให้ใช้ชีวิตให้สนุก และมีความสุขกับการเล่นดนตรีนะครับ ตูนกล่าวปิดท้าย
การเรียบเรียงเพลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญยิ่งใหญ่ปลายปีของแบรนด์ช้าง“Chang Music 2012” ทุกที่เป็นเวที…มีดีก็โชว์ออกมา ที่มุ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เดินตามฝัน โดยเข้าร่วม การแข่งขันในรายการ Chang Music Contest โดยให้แต่ละวงดนตรี cover เพลง “ชีวิตเป็นของเรา” ของบอดี้สแลม ในสไตล์ของตัวเองแล้วส่งคลิปมาที่www.ChangMusicContest.com สามารถส่งเข้ามา ทั้งแบบวงดนตรี และแบบเดี่ยว
นายธารินทร์ รินธนาเลิศ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ช้าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า “โครงการ Chang Music Contest นี้ เครื่องดื่มตราช้างจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้วและเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จเมื่อปีก่อน ที่มีวงคาราบาวเป็นไอดอล และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม ด้านของรางวัลที่ผู้ชนะการแข่งขันจะได้รับ ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 300,000 บาท พร้อมกีตาร์ Music MAN JPX มูลค่า 110,000 และสำหรับของรางวัลผู้ชนะประเภทเดี่ยว จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และผู้ร่วมโหวตจะมีสิทธิ์ลุ้นรับ iPhone5 ทุกวัน เป็นจำนวน 10 วัน 10 เครื่อง รวมของรางวัลมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท
แต่ที่พิเศษเพิ่มขึ้นก็คือ ผู้ที่เข้ารอบ 5 วง จะได้ถ่ายทอดความเป็นตัวเองกับการใช้ชีวิต แบบที่เรียกว่า “ชีวิตของเรา ใช้ซะ” ผ่านรายการแนว Reality ให้ผู้ชมทางบ้านได้ชมและเชียร์ไปพร้อมๆ กันทางสื่อทีวีและเว็บไซต์ของช้าง นอกจากนั้น “ผู้ชนะเลิศจะได้ขึ้นเล่นบนเวทีเดียวกับบอดี้สแลมในเทศกาลดนตรีครั้งใหญ่ต้นปีหน้าด้วย”
กติกา
รายละเอียดเพิ่มเติม www.ChangMusicContest.com
Big Mountain Music Festival 4 มันใหญ่มาก…
วันเสาร์ที่ 8 และ วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2555 / โบนันซ่า เขาใหญ่
Pepsi Presents Big Mountain Music Festival 4
เทศกาลดนตรีครั้งมันใหญ่มาก… รวมทุกพันธุ์ มันทุกเผ่า
8-9 ธันวาคม 2555 โบนันซ่า เขาใหญ่
สิ้นสุดการรอคอย
สำหรับเทศกาลดนตรีที่มันใหญ่มากที่สุดในประเทศไทย
บิกเมาน์เทน มิวสิก เฟสติวัล ปี4 มาแล้ว
มาแบบไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย ไม่เลือกแนว ไม่เลือกหน้า
เพราะว่า มันใหญ่มาก รวมทุกพันธุ์ มันทุกเผ่า
รวมคนดนตรีทุกพันธุ์เพลง
บิ๊กแอส, คาราบาว, ฮิวโก, นูโว, โมเดิร์นด็อก, ปาล์มมี่, พาราด็อกซ์, โปเตโต้, Kill It Kid (UK), ทีโบน, อีโบล่า, เดอะสตาร์,ละอองฟอง, Zeal, สครับบ, ลิปตา, เก็ตสึโนว่า, เจ็ตเซ็ตเตอร์,วัชราวลี, อีทีซี, The Skints (UK), เดอะมูสส์, โน มอร์ เทีย,ธีร์ ไชยเดช, Ten To Twelve, 25 Hours, 2549, Room 3.50 บาท, The Basho (JP), สิงโต นำโชค, เยลโล่แฟง, ฟรายเดย์, แบรนด์นิวซันเซ็ต, Bottlesmoker(Indo), Sweet Mullet, มหาจำเริญ, อพาร์ตเมนต์คุณป้า, Bank Cash,มิสเตอร์ทีม, ภูมิจิต, The Bottom Blues, Sqweez Animal,Knock The Knock, Slot Machine, Instinct, Mild, The Yers, Some Velvet Morning (UK), Lomosonic, Plastic Plastic, Street Funk Rollers, The Superglasses Ska Ensemble, Y Not 7, Abuse The Youth, Electric Neon Lamb, Destop Error, Slow Reverse, Plot, Tuan, DZ Deathrays (Aus), Class A Cigaretts, Supersub, Noah’s Tape, Stubborn, Psycho Slim, Brown Flying, Wheeler Dealer, Tabasco, Lullaby, ศรีราชาร็อกเกอร์ ฯลฯ
เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะมีอีกมาก
มันทุกเผ่าชน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ
ทุกผู้ทุกคน ที่จะกระโดดโลดเต้น
ร้องเล่นร่วมกับศิลปินต่างๆ ในเวที
Ferris Wheel Stage, Cow Stage, District9, ผับอโคจร,
เวทีปากช่อง, Sticky Rice Soundsystem, สีลมซอย2
และพื้นที่มันๆ อีกมาก
บัตรราคา 1,800 บาท
จำหน่ายที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา
โปรโมชั่นพิเศษ มันใหญ่มาก 4
ด่วน! ห้าให้*:
ซื้อบัตรเดี๋ยวนี้ 5 ใบ ให้ฟรี 1 ใบ
ภายใน 31 ต.ค. 2555
เป๊ปซี่ ลดให้ 20 % :
แสดงฉลาก* 10 ใบ ซื้อบัตร มัน ใหญ่ มาก 4
ได้ใบละ 1,440 บาท
ภายใน 7 ธ.ค. 2555
(ฉลากที่ร่วมรายการ: เป๊ปซี่, เป๊ปซี่แมกซ์, เป๊ปซี่ทวิสต์, มิรินด้า และเซเว่นอัพ)
*ทุกโปรโมชั่นใช้ได้เฉพาะที่เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตร
และใช้ร่วมกันได้ ในกติกาที่กำหนด
ห้าให้: ใช้ได้เมื่อซื้อบัตรครั้งละ 5 ใบ ขึ้นไปเท่านั้น
เป๊ปซี่: ใช้ได้ถึงวันที่ 7 ธ.ค. 2555 เท่านั้น
อย่าลืม สำหรับผู้ที่ต้องการจองพื้นที่และเต็นท์ในงาน
จองผ่านไทยทิคเก็ตเมเจอร์เช่นกัน
โซนหน้างาน ลาดกระบัง และ พัฒนาการ
แถม Pre- Party ให้ด้วย ในคืนวันที่ 7 ธ.ค. 2555
ส่วนพื้นที่เต็นท์ด้านใน บริเวณเวทีต่างๆ
ก็แถมความหรรษาคึกคักให้ตลอดวันตลอดคืน
เริ่มจองเต็นท์และพื้นที่กางเต็นท์
ได้ตั้งแต่ 6 ต.ค. 2555
อย่าลืม ดูรายละเอียด เช็กราคา
นัดแนะกับเพื่อนให้เรียบร้อยก่อนจอง
รายละเอียดเกี่ยวกับเต็นท์และพื้นที่กางเต็นท์
Big Mountain Music Festival 4
จัดสรรพื้นที่กางเต็นท์สำหรับผู้ชมไว้ดังนี้
1. โซนกางเต็นท์ด้านนอก (เขตลาดกระบัง และ เขตพัฒนาการ )
โซนกางเต็นท์ลาดกระบังและพัฒนาการ ตั้งอยู่บริเวณหน้างาน ลงทะเบียนเข้าพักได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 7 ธ.ค. 2555 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป โดยในคืนศุกร์ที่ 7 จะมีการจัด Pre-Party แบบชิลล์ๆ ในโซนนี้ เพื่ออุ่นเครื่องก่อน มัน ใหญ่ มาก
• การจองพื้นที่กางเต็นท์ในโซนด้านนอกมี 2 แบบ ได้แก่
แบบ A จองพื้นที่กางเต็นท์ ราคา 450 บาท
- สำหรับพื้นที่กางเต็นท์ขนาด 3×3 ม.
- ค้างคืนได้ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 ธ.ค. 2555
- ผู้พักจะต้องนำเต็นท์และอุปกรณ์เครื่องนอนมาเอง
แบบ B จองพื้นที่พร้อมเต็นท์ ราคา 900 บาท (ให้นำเต็นท์กลับบ้านได้)
- สำหรับพื้นที่กางเต็นท์ขนาด 3×3 ม. พร้อมเต็นท์นอนสำหรับ 2 คน ขนาด กว้าง 1.5 ม. ยาว 2 ม. สูง 1.5 ม.
- ค้างคืนได้ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 ธ.ค. 2555
- ผู้พักจะต้องนำอุปกรณ์เครื่องนอนมาเอง
2. โซนกางเต็นท์ด้านใน ( เขต District 9 / เขต Sticky Rice/ เขตปากช่อง / เขต Farm Ville)
เปิดให้จองแบบพื้นที่พร้อมเต็นท์เท่านั้น ลงทะเบียนเข้าพักได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 2555 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โซนกางเต็นท์นี้ อยู่ในบริเวณงาน ซึ่งมีเสียงดังตลอดคืน จึงไม่เหมาะกับผู้ต้องการความสงบในการพักผ่อน แต่เหมาะกับผู้ที่พร้อมสนุกตลอดคืนแล้วกลับมานอนพักในตอนเช้า รวมถึงผู้ที่ต้องการที่พักภายในตัวงานเพื่อซึมซับบรรยากาศอย่างครึกครื้น
โซนกางเต็นท์ด้านใน แบ่งเป็น 4 พื้นที่ กระจายตัวตามเวทีต่างๆ ได้แก่
District 9 – มีจำนวนเต็นท์ 156 หลัง ตั้งอยู่บริเวณ District 9
Sticky Rice - จำนวนเต็นท์ 167 หลัง ตั้งอยู่บริเวณ Sticky Rice Soundsystem
Farm Ville – มีจำนวนเต็นท์ 200 หลัง ตั้งอยู่บริเวณ Cow stage (ด้านหลังโซนนวด)
ปากช่อง - มีจำนวนเต็นท์ 272 หลัง ตั้งอยู่บริเวณเวที ปากช่อง
• การจองพื้นที่กางเต็นท์ในโซนด้านใน
จองพื้นที่พร้อมเต็นท์ ราคา 1,200 บาท (ให้นำเต็นท์กลับบ้านได้)
- สำหรับพื้นที่กางเต็นท์ขนาด 3×3 ม. พร้อมเต็นท์นอนสำหรับ 2 คน ขนาด กว้าง 1.5 ม. ยาว 2 ม. สูง 1.5 ม.
- ค้างคืนได้ตั้งแต่วันที่ 8 – 9 ธ.ค. 2555
- ผู้พักจะต้องนำอุปกรณ์เครื่องนอนมาเอง
อ่านรายละเอียดและนัดแนะกับเพื่อนให้เรียบร้อยก่อนจอง
รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.thaiticketmajor.com
http://www.bigmountainmusicfestival.com
คอนเสิร์ต 30 ปี แมคอินทอช วันวานแห่งความคิดถึง

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 / สยามพาวาลัย, รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์, สยามพารากอน
30 ปี แมคอินทอช วันวานแห่งความคิดถึง
คุณยังจำบทเพลงเหล่านี้ได้หรือไม่ ใจสยิว วันวานยังหวานอยู่ ลมหายใจแห่งความคิดถึง แม่น้ำนิรันดร์ และอีกมากมายและหวนกลับมาพบกับการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ วงดนตรียอดนิยมในยุค 80 ผู้สร้างปรากฎการณ์ Idol Boy band วงแรกของไทย ที่ได้รับความนิยมสูงสุดกับ McINTOSH วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จทั้งในวงการเพลง และ ภาพยนตร์ ของประเทศไทยกับการกลับมาเปิดการแสดงอีกครั้งในโอกาสครบรอบ 30 ปี McINTOSH ที่จะพาคุณย้อนกลับไปซึมซับบรรยากาศแห่งความสนุก ความรัก ความอบอุ่น ที่มีต่อกันในยุคนั้น
พร้อมกับ แขกรับเชิญ เพื่อน พี่ น้อง ในวงการเพลง และ ภาพยนตร์ที่จะมาร่วมสร้างรอยยิ้ม สานต่อความทรงจำของคุณอย่างเต็มอิ่ม
นำเสนอในรูปแบบ Boutique Concert ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยมีมาของวงแมคอินทอช แสง เสียง ภาพ เทคนิค และ เอฟเฟ็ค ที่จะเนรมิตบรรยากาศ วันวานยังหวานอยู่ ให้กลับมาอยู่รอบตัวคุณอีกครั้งหนึ่ง กับบรรยากาศที่แฟนคลับแมคอินทอชต่างคุ้นเคย พบกันได้ที่ สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์ สยามพารากอน ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา 19.30 – 22.00
รายละเอียดเพิ่อมเติม http://www.thaiticketmajor.com
Singha Master of the Band ชิงเงินรางวัลมูลค่า 1 ล้านบาท
“สหภาพดนตรี” เชิญชวนคนดนตรี ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ไม่จำกัดเพศและวัย และแนวดนตรี เข้าประชันฝีมือใน “Singha Master of the Band” (SMOB)
ซึ่งเป็นเวทีแรกและเวทีเดียวของประเทศไทย ที่ฉีกกรอบการสร้างสรรค์งานดนตรีชนิดที่เรียกว่าไร้ขีดจำกัด !
โครงการนี้เปิดโอกาสให้โชว์ฝีมือ โดยใช้เครื่องดนตรีได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประสานไปในทุกขั้นตอนของงานดนตรี เพื่อมาร่วมสร้างสีสันและเล่นดนตรีในแบบของคุณได้ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไอโฟน ไอแพด หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ร่วมบรรเลงบนเวที
ผู้จัดงานยังได้ทุ่มรางวัลให้กับทีมงานเบื้องหลัง ตอกย้ำเป้าหมาย “เน้นสร้างสรรค์งานดนตรีทุกขั้นตอน” ดังนั้นจึงมีรางวัลพิเศษสำหรับทีมงาน Sound Engineer, Back Stage, Costume, Visual Effect อีกด้วย
คนดนตรีที่สนใจ เตรียมตัวฟิตซ้อมให้พร้อม สำหรับการประกวดเพื่อก้าวเข้าสู่วงการเพลงอย่างเต็มตัวไปกับ “สหภาพดนตรี” พร้อมเงินรางวัลสูงสุดถึง 1 ล้านบาท กำลังรอคุณอยู่ กับโครงการ “Singha Master of the Band” สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.singhamasteroftheband.com/
กฏกติกา
- หนึ่งวงจะมีต้องมีสมาชิกที่ on stage ไม่เกิน 8 คน
- ผู้เข้าสมัครต้องเป็นสมาชิกหรือทีมงานให้กับวงที่ลงแข่งขันเพียงวงเดียวเท่านั้น
- อนุญาตให้ใช้ sequencer /rhythm box/ MD / Backing Track
“เพลงโจทย์”
ทุกวงจะต้องแต่งเพลงที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่า “ไร้ขีดจำกัด” มา 1 เพลงเพื่อใช้ในรอบ Final และ Grand Final
คำแนะนำเพิ่มเติม
นอกจากความสามารถ ทักษะ และการแสดงออกบนเวทีแล้ว ภาพลักษณ์ เครื่องแต่งกาย ก็ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของประกวดครั้งนี้ รวมถึง Production ต่างๆบนเวทีที่จะทำให้โชว์หนึ่งโชว์ออกมาสมบรูณ์แบบที่สุด Singha Master Of The Band การประกวดวงดนตรี “ไร้ขีดจำกัด” เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ได้ระเบิดความคิดสร้างสรรค์เเบบไร้ขีดจำกัด โดยสามารถเข้าร่วมกับวงที่เข้าประกวดในฐานะทีมงานฝ่ายโปรดักชั่น แสงเสียงบนเวที รวมถึงฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับวง เพื่อสร้างโชว์ที่สมบรูณ์แบบที่สุดด้วยทีมของคุณ
การแข่งขันแบ่งออกเป็น
รอบภูมิภาค
1. Demo
รอบคัดเลือกโดยคลิปวีดีโอการแสดงของวง โดยส่งผลงานผ่านทาง www.singhamasteroftheband.com
หรือ ส่งมาที่ ตู้ ปณฝ 24 ดินแดง 10407
เพลงที่ใช้ทำการแข่งขันคือ
- เพลงอิสระ 2 เพลง (cover หรือ original) หรือ
- เพลงแต่งเอง (ไร้ขีดจำกัด) 1 เพลง และ เพลงอิสระ 1 เพลง
ความยาวรวมกันไม่เกิน 10 นาที
2. รอบ Final
รอบตัดสินระดับภูมิภาค เพื่อหาสองวงที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นตัวแทนของแต่ละภูมิภาคไปทำการแข่งขันกับตัวแทนจากภูมิภาคอื่นๆ ในรอบ Grand Final
เพลงที่ใช้แข่งขัน (2 เพลงรวมกันความยาวไม่เกิน 10 นาที)
1. เพลงบังคับ (ไร้ขีดจำกัด)
2. เพลงบังคับของสิงห์ เพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งสามารถ cover หรือ Re-Arrange ก็ได้
- คนหัวใจสิงห์
- ต้องกล้า
- อยู่อย่างสิงห์
- Friend
- ถ้าเรารักกันมากพอ
สถานที่แข่งขัน
ภาคกลาง/ภาคตะวันออก (ชลบุรี บางแสน)
ร้าน Burdock 10 พย. 2555
ภาคอิสาน (ขอนแก่น)
ร้าน โรงเบียร์ตะวันแดง 17 พย. 2555
ภาคใต้ (หาดใหญ่)
ร้าน Sugar Beat 24 พย. 2555
ภาคเหนือ (เชียงราย)
ร้าน Par Club 1 ธค. 2555
3. Grand Final
วันแข่งขัน 15 ธันวาคม 2555
สถานที่ : ลานเซ็นทรัลเวิลด์
การแข่งขัน Singha Master Of the Band รอบสุดท้ายเพื่อหาสุดยอดวงดนตรี วงชนะเลิศเพียงหนึ่งเดียวที่จะคว้าเงินรางวัล 1,000,000 บาท และออกผลงานกับสหภาพดนตรี
เพลงที่ใช้แข่งขัน ความยาวรวมกันไม่เกิน 10 นาที:
1. เพลงโจทย์
2. เพลงของสิงห์ เพลงใดเพลงหนึ่ง ซึ่งสามารถ cover หรือ Re-Arrange ก็ได้
รายละเอียดเพิ่มเติม http://singhamasteroftheband.com
คุณตุ่ม The Rock Pub ดนตรีร็อคสดๆพร้อมความมันส์
ถ้าคุณอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วอยากจะหาสถานที่ฟังวงดนตรีร็อคเล่นสดๆ สักแห่ง เชื่อว่าที่แรกที่คุณนึกถึง ต้องเป็น The Rock Pub ของ คุณ ตุ่ม นั่นเอง และเนื่องในโอกาสที่ The Rock Pub เพิ่งฉลองครบรอบ 24 ปีไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2011 เราจึงมีสกู๊ปเพื่อร็อคสถานแห่งนี้ที่อยู่คู่ชาวร็อคมาอย่างยาวนาน
“เมื่อก่อนก็จะมีบาร์เกี่ยวกับร็อคหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ไปไม่ค่อยรอด ไม่เปลี่ยนแนว ก็เลิกไป มันอาภัพ…” คุณตุ่ม เจ้าของ เล่าถึงความเป็นมาของ The Rock Pub ให้ฟังจุดเริ่มต้นของ The Rock Pub
“ผมเปิดร็อคผับ ปี 2530 ยุคนั้นวงดนตรีไทยตกงาน ตามโรงแรมหรืออะไรก็เปิดแผ่นกันหมด แล้วก็เป็นยุคที่ไม่มีดนตรีอะไรดังสุดขีด ดิสโก้ก็เริ่มซาๆ แล้ว อย่างเดอะพาเลซ ก็ไม่มีวงดนตรีเล่น เปิดแผ่น แล้วก็มีโชว์เป็นครั้งๆ บางอาทิตย์ก็มีโชว์ วงไหนดังๆ ก็จะมาโชว์ ช่วงนั้นผมได้ไปอังกฤษ…ผับเขาเยอะ ผมไปเที่ยวมาไปนั่งดื่มเบียร์ ผมก็มีไอเดีย…เออ…เราก็น่าจะเปิดร้านดนตรี แล้วใช้คำว่าผับ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นเจ้าแรกหรือเปล่า ก็น่าจะเป็นยุคแรกๆ สมัยนั้นไม่เห็นใครใช้ผับ ผมใช้ผับตั้งแต่จดชื่อเลย เดอะ ร็อค ผับ ก่อนหน้านั้นก็คิดหลายชื่อเหมือนกัน”
“ตอนนั้นผมเป็นผู้จัดการวงคาไลโดสโคป ตอนนั้นเขาหมดทัวร์กับธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เขาว่างอยู่ ตอนนั้นก็คิดจะทำเพลงไทย มีชัคกี้ เป็นมือกีต้าร์ พอดีไปได้ที่ตรงสะพานหัวช้าง มีห้องว่างอยู่ ผมก็เลยไปเช่าห้องเขามาตกแต่งทำเป็นผับ เพื่อจะเป็นบาร์ร็อค จะให้วงคาไลโดสโคปเล่น เพราะตอนนั้นคาไลฯ ไม่มีงานประจำ มันหมดยุคแล้วไง ก็ให้เขาเล่นพวกสากลที่เขาเล่น พวก ดีฟ เพอเพิล หรือเขาเล่นกันมาตลอด ตอนนั้นมีวงเดียว ไม่มีวงอื่นเลย เปิดร้านแล้วก็ทำเป็นผับ ตอนแรกก็มีชื่อที่คิดไว้ 3 – 4 ชื่อ แต่มาคิดๆ ก็ในเมือจะทำให้คาไลฯ เล่นอยู่แล้ว แล้วก็เล่นแนวร็อกนี่แหละ ก็เลยใช้ชื่อ ร็อค ผับ แต่ใส่เดอะ เข้าไปให้มันดูยิ่งใหญ่หน่อย ตอน 7 วันแรก ไม่มีคนเพราะคนไม่รู้จัก ผมซื้อโฆษณา ไนท์สปอต แค่ 15 วันเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นคนเต็มทุกวัน คุณวาสนาเป็นคนโฆษณาให้ผม คาไลโดสโคปก็เล่นประจำ วันละ 2 ชั่วโมง นอกจากแนวร็อคของเขา แล้วก็มีเพลงร็อคร่วมสมัยด้วย อย่าง แวน ฮาเลน”
“พอเปิดได้ซัก 4 – 5เดือน ก็เริ่มมีวงมาขอเล่นที่ร้าน เป็นวงรุ่นใหม่ๆ นะ เพราะวงรุ่นเก่าๆ เลิกไปแล้ว ที่ยังอยู่ก็เปลี่ยนไปอย่างอื่น อย่างแหลมเขาก็มีถิ่นประจำที่พัทยา ส่วนเอกมันต์ก็ไปแบ็คอัพให้อัสนี ตอนนั้นบาร์แบบเล่นสดในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมี ก็จะมีแซกโซโฟน ที่เปิดก่อนผมประมาณ 6 เดือนมั้ง แต่เขาเล่นแนวแจ๊ส แล้วก็มีบราวน์ ซูการ์ อยู่หลังสวน เป็นร้านขายเหล้าขายอาหาร พอร้านผมเปิดได้ซักปีกว่าๆ ก็เริ่มจะมีร้านแนวเดียวกับผมเกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ตอนนั้นร้านผมดังมากๆ มีหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุมาสัมภาษณ์ทุกอาทิตย์เลย เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดในกรุงเทพฯ เพราะวงคาไลโดสโคปนี่เล่นสุดมันส์ แล้วมันหายไปจากกรุงเทพฯนานแล้ว เป็น 10 ปี ตามโรงแรมไม่มีวงเล่นสดแล้ว ที่มีก็กลายเป็นเล้าจ์ ก็เหมือนแซกโซโฟนที่เป็นแจ๊ส ก็แนวของเขา ต่างคนต่างสไตล์ อยู่กันมาได้เป็นสิบปี เป็นยุคเฟื่องฟู แต่ก็มีคู่แข่งเกิดขึ้นมาเต็มเลย”
“พี่แหลมเองก็เปิดบาร์ ร็อคเซ็นเตอร์ อยู่ใกล้ๆ เดอะพาเลซ แล้วโอฬารก็ไปเปิด ร็อคเซ็ส อยู่แถวรัชดา ซึ่งก่อนไปเปิดก็มาเล่นที่ ร็อคผับนะ แต่คงเห็นว่าที่มันแน่น มันเล็กไปแล้ว ทุกคนก็ออกไปเปิด อาจจะคิดว่าคนนิยมร็อคแล้วนี่ คนก็จะตามไปดู ก็เปิดกันใหญ่เลย แถวราชประสงค์ก็มี บลูมูน เป็นบาร์ร็อคเหมือนกัน ที่พัฒน์พงศ์ ก็หรั่ง ร้อกเคสตร้าไปเปิด ใต้ทางด่วนก็มี ไฮเวย์ มีหลายที่นะ มีร่วม 10 บาร์ ที่เป็นบาร์สไตล์ร็อก แต่ว่า เปิดได้ไม่นาน พี่แหลม เปิดได้ 2 ปี ปิด โอฬารเปิดได้ปีนึงก็ปิด บลูมูนเปิดได้สองสามปีก็ปิด ก็ไม่มีวงอะไรให้ดู ไม่หลากหลาย วงเดิมทุกวัน ใครจะไปดูวงเดียวเล่นทุกคืน”
“ร็อคผับที่อยู่ได้ เพราะว่าผมมีวงใหม่ๆ มาตลอด เปิดกว้างรับวงใหม่ๆ อย่างวงเมาเท่น, วงไฮร็อค ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อไฮร็อคนะ มาจากวงสองวง ผมจับมาทำวงรวมกัน ตั้งชื่อให้ไฮร็อค เล่นอยู่ได้ปีกว่าๆ อาร์เอสก็มาดึงไปทั้งวงทั้งชื่อ ดังมาถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นก็มี วงสโนไวท์, เอ๋ วิสาส, อู๋ ธรรพ์ณธร, เอม็อบ, วงไอ-สครีม พวกยังบลัดเก่า ทอร์นาโด มีที่ไปออกเทปก็หหลายวง ผมก็พยายามสลับสับเปลี่ยน วงนี้ได้เล่นอาทิตย์ละวันสองวัน สลับๆ กันไป เป็นแบบนั้นมายี่สิบกว่าปีแล้ว”
“แถวๆ ฮอลลีวู้ด นี้ก็มีตั้งหลายบาร์ที่เล่นร็อค ตอนนั้นก็มีบาร์ของ ยังบลัด แล้วก็ เมทัล โซน (ของคุณกำธร นักร้องนำ ทอร์นาโด) ผมก็อยากให้มันบูมนะ คือวงการเดียวกันผมไม่อิจฉา ผมให้การสนับสนุน รู้จักกันหมด อยากได้วงก็มาคุยกัน ก็สลับวันกันสิ นักดนตรีจะได้มีที่เล่นหลายที่ ผมไม่เคยขัดขวางเลย มีแต่ส่งเสริม อย่างตอนนี้วงพี่มัน (เอกมันต์) ที่ข้าวสารก็มาขอไปเล่น ก็มาจัดวันไม่ให้ชนกัน นักดนตรีเขาก็สบาย เป็นอาชีพแล้ว เขาก็จะได้อยู่ได้ มีที่เล่นทุกวัน ถ้ามีผับแบบนี้เปิดหลายๆ ผมว่ามันทำให้วงการร็อคมันก็บูม”
The Rock Pub ในวันนี้
“ผมก็ยืนหยัด ให้เล่นดนตรีทุกสมัย ตามคำขอ ผมให้นโยบายทุกวงว่า ต้องเล่นได้หมด ทั้งใหม่และเก่า ถ้าอยากเล่นไม่เอาใจลูกค้า ให้ถูกใจตัวเราเอง ก็ต้องเปิดบาร์เอง ก็อย่างหลายๆ บาร์ที่เปิดกันอยู่ เจ้าของบาร์เป็นนักดนตรีเอง เล่นเอง แต่ถ้าเล่นที่นี้ต้องเล่นหลากหลายแนว คุณก็อยู่ได้ เป็นที่ชื่นชมของลูกค้าด้วย พี่อกมันต์อายุหกสิบกว่าแล้วยังเล่นลิงกินพาร์ค เรดฮ็อทแกก็เล่น แกเล่นทุกอย่าง เพราะแกเป็นนักดนตรี ทุกวันนี้ก็มีวงใหม่ๆ นะ มีทั้งเด็ก 19 เล่นแนวอัลเทอร์เนทีฟ แล้วก็เอาพวกรุ่นเก่าๆ ที่คลาสสิคมาเล่นอย่างพี่แหลม, โอฬาร ไม่ให้ขาดหายไป” คุณตุ่มทิ้งท้าย
สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปสัมผัสบรรยากาศของร็อคสถานแห่งกรุงเทพฯ หรือห่างเหินจากการไปเยือนที่นี้มานาน เชิญได้ที่ The Rock Pub ตรงข้ามโรงแรมเอเชีย สถานีรถไฟฟ้าราชเทวี โทรสอบถามรายละเอียดในช่วงกลางวันได้ที่ 02-251-9980 ช่วงกลางคืนที่ 086-977-0621, 081-493-5580 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.therockpub-bangkok.com
เรื่อง..อภิรัตน์ สัมภาษณ์..ปิโยรส
ที่มา musicexpress.in.th
ตูน Bodyslam กับการเล่นปิงปอง
เป็นที่ฮือฮาอย่างมากกับการลงแข่งขันเทเบิลเทนนิสของ 2 ร็อกเกอร์ชื่อดังขวัญใจวัยรุ่น ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลม และ กบ รหัส ราชคำ นักร้องนำวงแท็กซี่ ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสรายการ บ้านปู ออล ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2012 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 200,000 บาท ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค. 55 ที่ บริเวณ ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจจำนวนมาก
สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันมีเหล่าเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการได้มีพิธีมอบเงินรางวัล จาก ชาริตี้ แมตช์ ให้แก่ บ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน กรุงเทพมหานคร มูลนิธิธรรมิกชน เพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวนเงิน 25,000 บาท และชมรมเทเบิลเทนนิสคนพิการไทย (ในสังกัดของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย) จำนวนเงิน 25,000 บาท
โดยการแข่งขันวันแรกไฮไลต์อยู่ที่ประเภทชายเดี่ยวทั่วไป กับการลงสนามของ ตูน บอดี้สแลม จากสโมสรไอ.ที.ที.ไอ ไทยแลนด์ ลงสนามดวลกับ พ.อ.อ.สมเกียรติ รอดโพธิ์ทอง จากไจแอนด์ ดราก้อน ปรากฏว่า ตูน บอดี้สแลม ที่ได้รับเสียงเชียร์จากแฟนคลับที่มากันเต็มสนาม สามารถเอาชนะ ไปอย่างสวยงาม 3-1 เกม (11-7, 11-6, 9-11, 11-3) ก่อนเกมต่อมาเจอกับ ชัยพฤกษ์ ศรีเมืองบุญ จาก ปิงปองเพื่อสุขภาพ แต่ก็ไปไม่รอด จอดป้ายด้วยการแพ้ไป 14-12, 2-11, 5-11, 3-11 ร่วงแค่รอบแรกอย่างน่าเสียดาย
ขณะที่ กบ แท็กซี่ จากเอสดับเบิลยู ประสานมิตร ดวลกับ วราวุฒิ อมรวิวัฒน์ ไอ.ที.ที.ไอ ไทยแลนด์ ซึ่ง กบ แท็กซี่ ก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของคู่แข่งได้ พ่ายไป 3 เกมรวด 4-11, 8-11, 3-11 จอดป้ายแค่รอบแรกเช่นกัน
และตูน บอดี้สแลม ก็ได้มาเล่ารายละเอียดในแวดวงกีฬาเทเบิลเทนนิสด้วย
เริ่มเข้ามาในวงการปิงปองตั้งแต่เมื่อไหร่?
จริงๆ ผมตีปิงปองมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตั้งแต่ประถมสมัยอยู่สุพรรณบุรี ตั้งแต่ ป.5 ป.6 ก็แข่งชิงแชมป์ประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ฝีมือดีอะไร ก็คือตีเป็นงานอดิเรก เป็นกิจกรรมของเด็กๆ ก็แข่งขันบ้างก็เหมือนเราได้ออกกำลัง
อะไรเป็นแรงจูงใจให้มาแข่งปิงปอง?
คือผมก็ห่างจากปิงปองไปเลย ช่วงเรียนมหาลัย ตอนนั้นจำได้ว่าแมตช์ที่แข่งขันที่จริงจังก็สมัยเรียนที่จุฬาฯ มันเป็นกีฬาระหว่างคณะ ผมได้เหรียญเงิน นั่นเป็นแมตช์สุดท้ายของการตีปิงปองอย่างจริงจัง แบบไม่มีโค้ช เราก็ตีของเรามาคนเดียวตลอด
ใครเป็นไอดอลของเราในกีฬาประเภทนี้?
ผมไม่ค่อยได้ติดตามพวกระดับโลกอะไรครับ คือถือว่าเราตีออกกำลัง ตีเอาสนุก แบบว่าเป็นพวกนันทนาการ สรรทนาการ อะไรอย่างนี้มากกว่า ช่วงเรียนมหาลัย ผมก็ไม่ค่อยได้ตีเลย จนช่วงที่ผมมีปัญหาเรื่องกระดูกคอ ช่วงก่อนขึ้นเล่นคอนเสิร์ต LIVE IN คราม ที่ราชมังฯ ตอนนั้น ก็ถึงต้องเข้าโรงพยาบาล ป่วยหนักเลยตอนนั้น คือหมอนรองกระดูกมาทับเส้นประสาท มันทำให้คุณหมอเค้าห้ามผมเตะฟุตบอล คือผมออกกำลังกายด้วยการเตะฟุตบอลมาตลอด หลังจากไม่ได้ตีปิงปองก็มาเตะฟุตบอล คือผมชอบเตะบอลมาก แต่ว่าหมอห้าม หมอห้ามปะทะ หมอห้ามโหม่งบอล คือมันจะทำให้อาการมันไม่ดี มันอาจจะเป็นอัมพาตได้ ถ้าจังหวะเราไม่ดี เอาแล้วที่นี้เราจะทำยังไง เราออกกำลังมาตลอด ทีนี้เตะบอลไม่ได้ ผมก็เลยกลับมาคิดว่าผมไม่ได้เตะบอล ผมจะทำอะไร ก็ช่วงนั้นก็วิ่งอย่างเดียว วิ่งบนสายพาน เข้ายิมฯ นิดหน่อย มันก็น่าเบื่อ สุดท้ายก็คิดได้ว่า เฮ้ย นี่ไงเราเคยเล่นปิงปอง เราเคยมีเบสิกอยู่บ้าง
นานมั้ยกว่าจะกลับมาตีได้ดีถึงขนาดนี้?
ก็นานอยู่นะครับผม ก็ตอนนั้นกลับบ้านไปดูไม้ที่เคยเอามาตี เชื่อมั้ยว่าไม้ที่ผมไม่เคยถอดหนังออกมาดู หนังมันก็แห้งติดไม้จนไม่มันพังจนใช้ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องหาไม้ใหม่ ก็หาข้อมูล ไปเจอร้านขายอุปกรณ์ปิงปองแถวๆ กกท.หัวหมาก ก็ไป นั้นแหละคือจุดเริ่มต้น ทำให้รู้จักว่ามันมีทัวร์นาเมนต์ด้วย ในเมืองไทยก็ยังมีทัวร์นาเมนต์จัดแข่งอยู่ กติกาเปลี่ยนไป หลังจากตอนนั้นเราเล่น 21 แต้ม 2 ใน 3 ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็น 11 แต้ม 3 ใน 5 อะไรอย่างเนี้ย
พอเริ่มแข่งขันก็จริงจังมากขึ้น หาโค้ชมาจากไหน?
โชคดีที่ได้ไปร้านอุปกรณ์กีฬาแถวหัวหมาก พี่ปกรณ์ เป็นเจ้าของร้าน เค้าก็แนะนำว่าเค้าก็มีเพื่อนอยู่ เค้าก็ถามผมว่าบ้านผมอยู่แถวไหน ผมก็บอกไปว่าบ้านผมอยู่แถวเส้นเกษตรฯ เค้าก็บอกว่าพอดีเลยมีเพื่อนเค้าเปิดยิมฯ ปิงปองอยู่แถวเสนาฯ ก็เข้าทางเรา ทีนี้เราก็ลองไป ไปคุยกับพี่เค้าแล้วถูกคอ ก็เลยให้พี่เค้าเป็นโค้ชให้เลย เค้าก็มาสอนเรา เริ่มกันใหม่หมดเลย เพราะเราร้างไปนาน โชคดีที่ได้เจอพี่แวน เค้าก็สอนผมเรื่องเบสิกใหม่ พี่เค้าก็คอยจับท่าให้เราเวลาเราตีผิดอะไรอย่างเนี้ย คือผมจะมีปัญหาแบ็กแฮนด์มาก คือผมก็กลับมาคิดว่าตอนนี้ผมอยากจะตีบุกบ้าง ไม่อยากตั้งรับกับแบ็กแฮนด์ เพราะผมมีปัญหาตรงนี้อยู่ แต่เราก็ยังปรับตรงนี้ไม่ค่อยได้ ลองสังเกตดีๆ ว่าแบ็กแฮนด์ผมจะบอดมาก ถ้าคนที่สังเกตผมดีๆ จะยิงใส่แบ็กแฮนด์ผมตลอด ผมทำได้อย่างดีก็ประคอง
ไม่กลัวเหรอว่าคู่ต่อสู้จะรู้จุดบอดของเรา ถ้าพูดออกไปอย่างนี้?
(หัวเราะ) ไม่หรอกครับ เพราะผมไม่ใช่นักกีฬาอาชีพ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมก็จะพัฒนาจุดบอดผมตรงนี้
เล่นคอนเสิร์ตต้องซ้อมร้องเพลง เอาเวลาที่ไหนมาเล่นปิงปอง?
นั่นนะสิครับพี่ (หัวเราะ) จริงๆ วันนี้ต้องไปสุพรรณบุรี ไปเล่นคอนเสิร์ต ตอน 5 ทุ่ม ผมว่าทุกคนมีเวลาหมดสำหรับการออกกำลังกาย ผมเชื่ออย่างนั้นนะ คนที่ไม่ออกกำลังกายแล้วอ้างว่าไม่มีเวลาผมว่าไม่จริง มันมีเวลาของมันอยู่ กลางวันที่เราตื่นมา บางวันที่ไม่มีอะไรทำ นั่นแหละคือเวลาออกกำลังกาย
มีโต๊ะปิงปองให้ซ้อมอยู่ที่บ้านรึเปล่า?
อ่อ ไม่มีครับ พอดีโรงยิมฯ ของโค้ชอยู่ใกล้บ้าน พอตื่นมากินข้าวเสร็จ ผมก็ไปซ้อม อยู่โรงยิมฯ มันทั้งวันมันเป็นความสุขของเรานะ
แมตช์การแข่งขันแต่ละครั้งเรื่องค่าใช้จ่ายออกเองทุกครั้งหรือเปล่า?
มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรอยู่แล้ว ก็ออกเองทุกอย่าง
แล้วกับทีม I.T.T.I THAILAND ที่เราอยู่เป็นยังไงบ้าง?
เราก็ตั้งมันขึ้นมาให้มีชื่อทีมในกลุ่มของเรา อย่างตอนที่แข่งคราวที่แล้ว เราก็ใช้ชื่อนี้ คือพี่แวนเค้าก็เล่าให้ผมฟังว่า เค้ามีเพื่อนชาวต่างชาติ เพื่อนเค้าก็บอกว่า มันมีกลุ่ม I.T.T.I อยู่ต่างประเทศ 2 ที่ คือกลุ่มนี้จะเป็นสถาบันสอนปิงปอง พัฒนาด้านปิงปอง เขาก็ขยายสาขามาในประเทศไทย
แฟนคลับรู้สึกอย่างไรที่มาตีปิงปอง?
เท่าที่ได้ยินมานะ พวกเค้าก็รู้สึกตื่นเต้นนะ เห็นเค้าก็ตื่นตัวเซอร์ไพรส์ว่าเราตีปิงปองด้วยเหรอ
แล้วแฟนคลับมาตีตามเราบ้างมั้ย?
ก็มีนะครับ บางกลุ่มเค้าก็เริ่มสนใจมาตีกัน ผมว่าก็ดีครับ อย่างน้อยก็เป็นการได้ออกกำลังกาย
แล้วตัวเรามองถึงว่าอยากจะเล่นถึงทีมชาติเลยหรือเปล่า?
ไม่ครับ คือผมไม่ได้หวังขนาดนั้น เราเล่นเพื่อออกกำลัง เราเอาเวลาว่างมาใช้ให้มันเป็นประโยชน์ เราไม่ได้มีเป้าหมายขนาดนั้นก็จริง แต่เราก็ทำมันอย่างจริงจัง ตอนซ้อมเราก็มุ่งมั่นจริงๆ มันจะพาเราไปสูงขนาดไหนก็แล้วแต่ มันจะพาเราไป
อยากทำทีมของเราเองขึ้นมามั้ย?
ตอนนี้ยัง แต่ในอนาคตไม่แน่ ถ้าเรายังสนุกกับมัน ถ้าทำตรงนั้นแล้วมันให้พลังงานกับเราได้ ให้ความสุขกับเราได้ ผมก็จะทำ แต่ถ้ามันทำแล้วกดดัน มันทำให้ชีวิตเราเครียด เราก็ไม่ทำ
มีโอกาสที่จะแต่งเพลงเกี่ยวกับวงการปิงปองบ้างมั้ย?
(หัวเราะ) ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้ามันทำให้เรามีแรงบันดาลใจเราได้ เราก็จะทำ (หัวเราะ)
ฝากถึงแฟนๆ ที่ตามมาเชียร์เราแข่งในวันนี้หน่อยครับ?
ต้องขอขอบคุณมากนะครับ วันนี้คนเยอะมากที่มาตามเชียร์ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้มาแข่งอย่างเป็นทางการ ก็ดีใจที่ทุกคนหันมาสนใจกีฬา กีฬาอะไรก็ได้ คืออยากจะบอกว่าจริงๆ แล้ววงการกีฬาถ้ามีคนมาให้กำลังใจขนาดนี้ผมว่าตัวนักกีฬาเองจะมีผลทางด้านกำลังใจ แล้วผลมันจะต่อเนื่องไปถึงประเทศ ผมว่ากีฬามันสร้างคน คนมันสร้างชาติ จริงๆ มันเริ่มจากจุดเล็กๆ พวกเนี้ยมันเป็นภาพที่สวยงาม ผมว่าถ้าเรายังทำมันต่อไปเรื่อยๆ ผู้ใหญ่เห็นภาพเหล่านี้ไปด้วยกัน ผมว่าประเทศเราจะแข็งแรงในด้านกีฬาได้ดีมากเลยครับ
เรื่อง/ภาพ จากหนังสือพิมพ์สยามดารา
เป้ อารักษ์ เปิดใจการออกจากค่ายเพลงเก่า และการแสดงตัวตนแบบจัดเต็มมากกว่าอยู่กับ slur
หลายคนบอกว่า เป้ ร้องเพลงอะไรของ ทำไมต้องเป็นแนวอย่างนี้ มันจะไปได้เหรอ แต่ในเมื่อเค้าได้ทำไปแล้วเค้าก็ต้องจริงจัง แม้จะเป็นเพลงแนวกวนๆ ก็ตาม มาพูดคุยกับ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ กันครับว่า มันจะให้เราเห็นอะไรในตัวเค้าบ้าง
เป็นมายังไงกับซิงเกิลใหม่?
ครับ ก็ต่อไปนี้คงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย เพลงไก่ ก็มันจะเป็นเพลงแนวที่ เฮฮาสนุกสนาน แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องราวของชีวิตนี่แหละครับ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคน หรือชีวิตสัตว์ หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวของความรักครับ
กับแนวเพลงกับภาษาเพลง มันแปลกๆ ไป?
ครับ มันก็ขายไม่ค่อยได้หรอกครับ (หัวเราะ) เพราะความคิดของผมนะมันก็เป็นอะไรที่แปลกที่ประหลาดอยู่แล้ว มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีด้วยซ้ำ
แล้วไม่กลัวคนไม่ชอบบ้างเหรอ?
ก็ตอนทำก็ทำใจอยู่แล้วนะครับ ว่ามันจะขึ้นอันดับมั้ย มันจะไปได้มั้ย จะมีคนฟังมั้ย ผมก็ไม่รู้ อย่างตอนเพลงมาเลย์ มันดังเพราะมันได้ชื่อด้วยแหละครับ
กับแนวดนตรีหลายๆ คนชอบ แต่กับภาษาเพลงมันแปลกประหลาด มีคนเคยบ่นตรงนี้มั้ย?
อย่าง ป๊อกๆๆ กะต๊าก ก็เพราะว่าผมไปเจอไก่มันร้องอย่างนี้มาจริงๆ แต่ถามว่าตรงที่มีคนรับแนวเพลงของเราตรงนี้ได้มั้ย เป้ก็ต้องบอกตามตรงว่า มันก็มีแหละพี่ แต่จะให้ทำยังไง เพราะอันนี้มันเป็นทางของเรา
กับคนทำเพลงก็ต้องมีการคาดหวังเรื่องรายได้ แล้วตัวเราหละ?
อ่อ กับตัวผมเหรอครับ ไม่คิดนะ เพราะเราก็ตั้งใจทำตรงนี้ สบายๆ ครับ (หัวเราะ) เพราะตรงนี้คือเราอยากทำ ตรงเรื่องรายได้ใครก็อยากได้นะ (หัวเราะ) แต่เราก็มีงาน ละคร งานภาพยนตร์รองรับเราด้วย เราก็โอเคนะตรงนั้น เพราะเราเล่นมันที่ไม่ใช่ตัวเรา แต่กับงานตรงนี้มันคือตัวเรา อย่างตอนที่ทำวง Slur มันก็เป็นตัวเราเองระดับหนึ่ง เพราะตอนนั้นเราก็เป็นมือกีตาร์ แต่เราก็ไม่ได้พูดในสิ่งที่เราเป็น (หัวเราะ)
เป็นเพราะหน้าตาด้วยหรือเปล่าที่ยังอยู่ในวงการเพลงได้?
ก็คงจะใช่นะ (หัวเราะ) ที่เค้าจ้างเราก็เพราะเรื่องชื่อเสียงมากกว่าหน้าตานะ (หัวเราะ) เพราะเราจะโชคดีตรงที่ว่าจะมีคนมาจ้างเราเยอะกว่านักร้อวทั่วๆ ไป เพราะอาจจะเป็นที่ชื่อเสียงด้วยมั้งครับพี่ (หัวเราะ) แต่ก็ยังโชคดีนะที่ช่วงนี้เราก็มีงานอยู่ ไม่ได้พูดจายกตนข่มท่านนะ
แล้วเรื่องหนังกับเพลงอันไหนถนัดมากกว่ากัน?
ก็คงต้องเป็นงานเพลงแหละครับ เพราะเราคิดว่าเราโตมาจากตรงนี้มากกว่า แต่งานหนังผมก็ทำมาเกือบ 10 เรื่องแล้วนะ ก็คิดว่าทำได้ดีระดับนึงอะนะครับ แต่ก็ยังต้องพัฒนาอีกเยอะนะครับ
เราจะคาดหวังตัวเราไปถึงขนาดไหน ทั้งงานหนังและงานเพลง?
อย่างงานหนังเราควบคุมมันไม่ได้อะนะครับ เพราะบางอย่างเราอยากเล่นตัวนี้จังเลย แต่เราไม่สามารถเล่นเป็นตัวนี้ได้ ส่วนเรื่องของเพลงเราก็คงจะควบคุมไม่ได้นะสำหรับคนที่จะมาชอบเพลงเรา แต่เราจะควบคุมตัวเองได้ว่าเราจะพูดเรื่องอะไรในส่วนของด้านเพลง ถ้าวันนึงมันหมดเรื่องพูดเราก็ไม่ทำ
แล้วมีสิ่งไหนที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ?
อยากเที่ยวครับ เพราะช่วงหลังผมก็ติดปีนเขาครับ ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะไปลุย อยากจะไปแบกเป้เดินทาง ผมคิดว่ามันจะสนุกดีนะครับ
กับค่ายเก่า Smallroom มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?
ไม่มีครับ เราจากกันด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร มันเป็นตามวิถีการทำงานมากกว่า
กับค่ายใหม่ Believe Records ล่ะ?
กับทางค่ายใหม่เค้าก็เต็มที่เรื่องการทำงานของเรา เราก็เต็มที่กับงานของเราไป ก็แฮปปี้ดีครับ
ที่มา musicexpress.in.th
เปิดใจ ดีเจซี้ด นรเศรษฐ หมัดคง
หลายคนคงรู้จักดีเจฝีปากกล้าคนนี้มาแล้ว แต่อีกหลายคนก็อยากจะรู้ชีวิตของเขาว่าเริ่มต้นยังไงมายังไง ถึงเป็นที่ยอมรับของคนฟัง และเป็นหนึ่งในตัวจริงของวงการเพลงบ้านเรา จากการเป็นนักร้องและมือกีตาร์แนวร็อก ผันตัวมาเป็นดีเจ, คนทำนิตยสารดนตรี, ศิลปิน และคนทำงานเบื้องหลังทุกประเภท
จุดเริ่มต้นมาจากไหน?
พี่เป็นเด็กบ้านนอก บ้านอยู่ริมทะเลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โตมากับวิทยุทรานซิสเตอร์ หนังกลางแปลง เพราะฉะนั้นในเมืองหาดใหญ่มันมีครบทุกอย่างที่จะให้เราสัมผัส เพราะมันเป็นหัวเมือง โตมากับหนังสือสกุลไทย บางกอก ก็กลายเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ในส่วนของวิทยุทรานซิสเตอร์ก็ฟังลิเกคณะบุษบา ละครคณะเกศทิพย์ เยอะแยะมากมาย ส่วนตัวแล้วพี่ชอบอะไรแบบนี้ พอถึงเวลาคุณแม่ก็จะชอบเปิดเพลงให้ฟัง ก็มีทั้งลูกทุ่ง ลูกกรุง มันเหมือนเป็นการถูกปลูกฝังไปในตัวมาตลอด พอเข้ามาเรียน ม.1 ในหาดใหญ่ ได้เจอเพื่อน ก็เริ่มตั้งวงเล่นดนตรี ตอนแรกก็เป็นมือกีตาร์ สุดท้ายก็ขี้เกียจเล่นก็ขอมาเป็นนักร้องนำแทน ในตอนนั้นเริ่มมีวงออร์เคสตราเข้ามา ซึ่งเป็นวงที่เป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดังในวันนี้ทั้งนั้นเลย ก็ลงไปเล่นประจำ ในตอนนั้นเค้าก็จะเอาวงจากคลับคนดังมาเล่น คือพี่ก็เติบโตมากับเพลงพวกนี้ พอจบ ม.3 ไปอยู่เทคนิคหาดใหญ่ ชีวิตมันก็เปลี่ยน เพราะว่าไปตั้งวงอีกวงนึง เล่นพวกร็อกหนักๆ อย่าง สกอร์เปี้ยน พอถึงเวลาโลกมันจะเข้าสู่ยุค 80 พอดี ก็มีดิสโก้เข้ามา พอเล่นเสร็จก็จะมีดีเจเข้ามาปิดท้าย พอเห็นช่วงดีเจเข้ามาเปิดแล้วสามารถเอาคนหลายๆ ร้อยคนอยู่ได้ ก็เกิดความคิดว่ามันเจ๋ง แล้วก็เกิดเป็นความฝันว่าอยากเป็นอย่างนั้นให้ได้ เพราะเริ่มขี้เกียจเล่นดนตรี ก็ร้องนำ ในช่วงนั้นตอน ม.2, ม.3 ก็เล่นพวกเพลงคีรีบูน, ฟรุ๊ตตี้, ฟอร์เอเวอร์
ในตอนนั้นคิดว่าการเป็นนักร้องยังปล่อยของได้ไม่หมด?
ใช่เลย เราอยากเป็นนักกีตาร์ แต่เราขี้เกียจซ้อม พอมาเป็นนักร้องนำก็ไม่เล่นเลย ตัวเราก็โซโล่ให้เพื่อนฟังด้วยปาก
การเป็นดีเจถือว่าต้องฟังเพลงเยอะ?
ถูกต้องครับ ก็ไปถามพี่ พี่ก็ถามว่ารู้จักเพลงมากแค่ไหน ก็เข้าไปฟังเพลงเยอะๆ แล้วพี่เค้าก็สอนให้ หลักสำคัญคือเราต้องฟังเพลงเยอะ แล้วเราจะแยกแนวเพลง ที่มาของเพลง ประวัติศาสตร์ของเพลงได้ แล้วเราสามารถเอาความรู้ตรงนั้นไปใช้ เพื่อให้เข้ากับปาร์ตี้ต่างๆ ที่เค้าจัดขึ้นมา ต้องเข้าใจว่าเพลงแดนซ์คือเพลงแดนซ์ เพลงฟังคือเพลงฟัง ป็อปคือป็อป เต้นรำคือเต้นรำ ต้องแยกให้ออก ตอนนั้นไปเรียนเทคนิคหาดใหญ่ ก็เอาง่ายๆ ว่า เหล้ายาครบหมด ได้รู้จักสารพัดยา ตีรันฟันแทงก็เป็นเรื่องธรรมดาไป ตอนนั้นก็ได้รู้จักวงดนตรีจากคอนเสิร์ตที่ในวิทยาลัย พี่หงา คาราวาน หลังจากที่เค้าเล่นคอนเสิร์ตที่หอประชุมธรรมศาสตร์เสร็จพอดี เค้าก็ตระเวนลงไปทางใต้ ก็เริ่มจัดงานครั้งแรก
เหมือนเป็นครั้งแรกเลยที่ได้จัดงานเอง?
ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะพี่หงาเค้าเป็นระดับดังมาก ตอนนั้นพี่ก็แหม…พลังเราแรง ก็เดินขบวนประท้วงให้เปลี่ยนชุดเสื้อผ้าให้มันถูกต้องตามวิทยาลัย แต่ตอนนั้นที่ไปคือแต่งชุด คอนเวิร์สแดง ลีวายส์ เสื้อเป็นเสื้อผ้าฝ้าย คือสุดฤทธิ์อะ กูไม่สน คือเหมือนเราเป็นแกนนำ ก็โดนไล่ออกครับ แก๊งนึงเลยประมาณ 60 คน ในขณะที่เที่ยวดิสโก้กลางคืน หนังสือก็ไม่เคยทิ้ง ก็อ่าน ตรงนี้มันเป็นการปลูกฝังในแง่ของการอ่าน พอโดนไล่ออกก็มาสมัครเป็นดีเจ ก็ใช้เทปอัดสียงแทนแผ่นเสียง เพราะสมัยนั้นแผ่นเสียงมันแพง กลางคืนก็ไปดูพี่หมูเปลี่ยนแผ่น ก็เป็นการเริ่มต้นเป็นดีเจ
ผลตอบรับครั้งแรกของเราเป็นยังไงบ้าง?
โหย…ดีเลยแหละ เพราะเราเล่นในหาดใหญ่ ทุกคนก็เชียร์เราอยู่แล้ว แล้วสาวๆ ก็เต็มอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ต่อมาก็มาสมัครที่นครศรีธรรมราช ซึ่งเราเป็นดีเจมาจากหาดใหญ่อยู่ก่อนแล้ว คนในเมืองก็เห่อ จากเราทำเป็นเทปก็เริ่มมาเป็นแผ่นเสียง
มีความแตกต่างกันอย่างไร?
ไม่แตกต่าง ยุคนั้นมีทั้งไทย-เทศ ทั้งแกรนด์เอ็กซ์ มีคนด่านเกวียน อะไรพวกนี้เยอะแยะมากมาย ยุคนั้นเพลงสากลไม่ต้องพูดถึง เพียบเลย
คิดว่าตอนนั้นเราปีกกล้าขาแข็งที่จะเข้าสู่เมืองหลวงหรือยัง?
ก็คือโดนบีบบังคับ พอเราโดนไล่ออกจากโรงเรียน ก็ไม่กล้าเข้าบ้านเลย เพราะที่บ้านเคร่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะเราโดนสอนมา เราก็ไม่ได้เคร่ง แต่เราเข้าใจ พ่อก็รับไม่ได้ เพราะพ่อก็เป็นคนดังในด้านศาสนา เราก็ไม่กล้าเข้าบ้าน เพราะมันเป็นอารมณ์ตื่นตัวความเป็นเด็กวัยรุ่นในตอนนั้น คือไม่กล้าเข้าบ้าน เพราะคิดว่ากูตายแน่ สมัยก่อนเคยหนีไปดูหนังกับแฟน เคยโดนตีสลบมาแล้วจนเจ็ดวันกว่าจะหาย
โกรธหรือเปล่าที่โดนพ่อตี?
ก็นั่นไง ก็เลยออก คืออารมณ์ตอนนั้นก็อารมณ์ขัดแย้ง ซึ่งอยู่ในช่วงค้นหา ที่เค้าบอกกันว่า เหล้า, กัญชา มันไม่ดียังไง เพราะสมัยเรียนไม่เคยแตะสารเคมี เพราะคิดว่าแตะเข้าไปเสร็จแน่นอน พอไปดิสโก้มีดีเจชื่อ ทุย คอยเปิดตอนฟรุ๊ตตี้เล่นเสร็จ เราก็เปิดก่อนดีเจคนนั้น พอตอนนั้นก็กลับไปแนวที่เราถนัด แล้วก็ขึ้นไปเชียงใหม่ไปเล่นที่ เดอะ วอลล์ ซึ่งตอนนี้เป็นโรงแรมดีทู แล้วก็ไปขอนแก่น แล้วก็ลงไปยะลา แล้วก็กลับมาหาดใหญ่ ก็เข้าไปเรียนโรงเรียนศาสนาอยู่สามปี ก็นุ่งขาวห่มขาว ก็เข้าใจขึ้น ในตอนนั้นที่หนีออกจากบ้านมา 4 ปีเต็มๆ ก็หายไปเลย ไม่ได้ติดต่อกับที่บ้านเลย
ตอนนั้นที่บ้านตามหาเราหรือเปล่า?
คือไม่รู้จะตามหาที่ไหน ไม่รู้จะถามหาจากใคร ตอนนั้นสกอร์เปี้ยนมาเล่นที่หาดใหญ่ ก็เคยขึ้นรถไฟมาดู โดยที่ไม่รู้จักใครเลย ก็ลงหัวลำโพงแล้ว ถามเค้าว่าไปอินดอร์ สเตเดี้ยม ไปตรงไหน พอไปถึงฝรั่งก็ตั้งเต็นท์รอ ก็ไปนอนรออยู่กับฝรั่ง ก็ไปเที่ยวเกาะกับฝรั่งอยู่ 3 เดือน จึงไปเรียนต่อ พอกลับไปหาพ่อด้วยความที่โกรธและรักเรา เค้าก็บอกว่าถ้าอยากจะเป็นจอมยุทธ์ต้องมีวิชา ก็เข้าไปเรียนศาสนา พ่อแม่ก็ให้อภัย พออยู่มา 3 ปีจนสนิทกับอาจารย์ เค้าก็อนุญาตให้ออกไปนอกโรงเรียน พอได้ดูคอนเสิร์ตของวงไมโครก็ได้สร้อยของหนุ่ย เป็นอะไรที่ประทับใจมาก พอพวกพี่หนุ่ยเล่นที่กรุงเทพฯ เราก็ตามไปดู พอเจอพี่หนุ่ยเค้าก็บอก เฮ้ย! ไปดูไมโครซ้อมกัน เราก็ไป เค้าก็จำเราได้ว่าเคยเจอเราตอนมาเล่นที่หาดใหญ่ ตอนนั้นไมโครก็จะเป็นอัลบั้มชุด เอาไปเลย
คนที่หาดใหญ่ฟังเพลงกันเยอะไหม?
ก็ฟังเพลงร็อกกันเยอะนะ รุ่นพี่มาเรียนที่กรุงเทพฯ กันเยอะนะ
เค้าหาฟังจากที่ไหน?
ในรายการวิทยุของพี่กุ้งไง ก็ตามๆ เค้าไป ในช่วงนั้นได้ทำรายการ สุดท้ายก็ได้มาทำคอนเสิร์ต ตอนนั้นเราปี 1 ก็ร่วมทำกับพี่ปี 2, ปี 3 พออาจารย์บอกว่ามีเวลาทำอีก 1 เดือน ส่วนตัวเราก็ชอบพี่หนุ่ย วงไมโคร อยู่แล้ว และเคยเจอกันแล้ว ซึ่งตอนนั้น พี่หนู-สมเกียรติ เล่นเปิดวงให้กับไมโคร
ตอนนั้นคนรู้จักเราทั่วประเทศหรือยัง?
ยังๆ ตรงนั้นมันเปลี่ยนชีวิตพี่ไปรอบนึง ตอนนั้นเราก็จัดงานขึ้นมาเอง พ่อก็โกรธเห็นว่าเราปีกกล้าขาแข็งแล้ว พี่ก็ขึ้นมากรุงเทพฯ มาเป็นพนักงานเสิร์ฟ คือคิดว่าชีวิตนี้มันไม่มีอะไรแล้ว คิดว่าไม่มีใครรู้จัก ก็เจอเพื่อนที่เรียนรามคำแหง ก็มาเช่าบ้านกันอยู่ ก็มาขออาศัยอยู่ ซึ่งเป็นบ้านของภรรยาพี่ในปัจจุบัน ชีวิตก็เหมือนเริ่มต้นที่นั่น ก็สมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟที่รัชดาฯ ที่เป็นศาลอยู่ทุกวันนี้ เมื่อก่อนตรงนั้นมันมีร้านอาหารก็ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟเดือนละ 2,500 ก็ได้ทิปเยอะเกือบหมื่น ประมาณช่วงปี 33 พอช่วงนั้นก็ได้เจอดาราเยอะเลย ก็มีโอกาสได้รู้จักเยอะ พอดีพี่สาวเอาของมาขายที่กรุงเทพฯ พวกสร้อย แหวนนาฬิกา ก็ขยายส่งไปเรื่อยๆ จนถึงเยาวราช ก็เป็นเอเยนต์ วันหนึ่งขณะที่ขับรถส่งของก็ฟังวิทยุคลื่น 94 ก็ได้ฟังเสียงของคนรู้จัก ตอนนั้นพี่ให้แผ่นเสียงไว้กับวิทยาลัยหมดเลย ให้ไว้กับคลื่นวิทยุที่นั่น คือพี่ไม่เอาแล้ว เรื่องเพลง
การค้าขายก็กำลังไปได้ดี?
คือที่บ้านก็บอกว่าพอแล้ว คิดเรื่องทำมาหากินได้แล้ว อย่าคิดแต่เรื่องสนุก ตอนนั้นอายุก็จะ 30 แล้ว ก็ติดตามฟังคลื่น 94 ก็คิดว่ารายการนั้นมันดี มีโอเอซิส, กรีนเดย์ เพียบเลย ก็ไปหาหนังสืออ่าน คือต่อให้ทำงานยังไง พวกดนตรี วรรณกรรม ชีวิตไม่เคยพลาด ก็ยังอ่านอยู่ เลยคิดว่าโทร.ไปหาป้าดีกว่าเพราะคิดว่าข้อมูลมันไม่พอ ป้าก็บอกว่าป้าเป็นที่ปรึกษาให้ แต่ให้ลงทุนเอง
เป็นการเริ่มต้นของการทำหนังสือ?
ใช่ ก็มีเงินทุนรอนอยู่ก้อนหนึ่ง ตอนนั้นมีบริษัทของผู้ใหญ่ท่านนึง เค้าเปิดรับเกี่ยวกับพวกงานเขียน แล้วก็มีพนักงานจัดหน้า เป็นโรงพิมพ์ด้วย ก็จัดทำหนังสือขึ้นมา
โฆษณาหายากไหมช่วงนั้น?
ก็หายากเหมือนปัจจุบัน แต่อาศัยว่าแฟนทำงานที่แกรมมี่ เป็นโปรดิวเซอร์ของรายการ ตามไปดู มีเพื่อนที่ทำการตลาด พวกขายโฆษณาเข้ามาช่วย คือยอดขายมันก็ดี พิมพ์ครั้งแรก 3,000 ขายได้ 2,500 เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรายละเอียดอะไรมาก ทางแม่ยายก็เริ่มกู้หนี้ยืมสินเข้ามาโปะ สปอนเซอร์ก็เริ่มมา เราก็มีผิดมีถูก เพราะเราไม่ได้เรียนพวกคอนเทนต์มาก่อน ไม่ได้จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ พอตอนนั้นแต่งงาน แฟนพี่ก็บังคับให้ไปเรียน ม.6 ให้จบ ก็เลยไปเรียน กศน. ได้วุฒิมาก็ไปสมัครที จุฬาฯ คือความฝันเราอยากเข้าที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็สมัครที่รามฯ เพราะเราไม่ยอมรับระบบนั้น เราคิดว่าระบบเอนทรานซ์มันไม่ถูกต้อง คนเป็นหมื่นๆ มีสิทธิ์แค่ไม่กี่คน ก็เลยไปเข้ารามฯ
ถือว่าไม่ตามกระแสใช่ไหม?
ไม่เลย เราชอบการเมือง ก็เลยไปสมัครรัฐศาสตร์ ในขณะที่เรียนตอนนั้นพอมาเริ่มทำหนังสือ ชีวิตมันก็แทบจะไม่ทำอะไรแล้ว ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก พอเล่ม 4 เล่ม 5 ตอนนั้นก็กระแสเริ่มมาแล้ว เริ่มเป็นที่รู้จักว่าเป็น บก.หนังสือ เล่มนี้พอเริ่มเปลี่ยนรูปทรงหนังสือ ก็คิดว่า 4 เล่มที่ผ่านมา มันไม่ใช่ตัวเรา ก็คิดว่าทำไมต้องทำตามกรอบ คือยุคเรามันเป็นยุคที่ทุกคนแหกกรอบ กำแพงมันถูกทำลายทุกอย่าง คืออะไรมันก็เกิดขึ้นได้หมด ทุกคนต้องเป็นตัวของตัวเอง เราก็เลยทำลายการทำงานหนังสือ การตลาดของหนังสือพังพินาศฉิบหายหมด พอตอนนั้นเราเปลี่ยนหัวหนังสือ คนก็เข้าใจว่าเป็นหนังสือใหม่ คือเราไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ชื่อเสียงก็เริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จัก จนตอนสุดท้ายมาหยุดที่เล่ม 13 เล่มสุดท้ายก็หยุดเลย คือตอนนั้นโรลลิ่ง สโตน ลงหน้าปกเหมือนเรา แต่ปรากฏว่าของเราชนะ แล้วในตอนนั้นเราก็ตัดสินใจหยุด เพราะหนี้สินก็แบกไม่ไหวแล้ว
แก้ปัญหาเรื่องหนี้สินยังไง?
เราก็รอเงินที่เราทำไปมันก็จะมีส่วนที่ย้อนกลับมา ก็ค่อยไปทยอยจ่ายเค้าไป
หลังจากนั้นก็ไปอังกฤษเลยเหรอ?
ครับ ตอนนั้นทางโซนี่เชิญสื่อไปดูโอเอซิสตอนชุด 2 เราก็เลยได้มีโอกาสได้ไป เราก็ไปเห็นรูปแบบการทำงานของทางด้านดนตรีที่นู่น เราก็เลยนำมาใช้ที่บ้านเรา แล้วมันก็คือจุดเปลี่ยนชีวิตของเราด้วย เราก็ได้แรงบันดาลใจอย่างมโหฬาร ก็เลยกลับมาทำเล่ม 14
แล้วแรงบันดาลใจคิออะไรที่ได้จากที่อังกฤษ?
มีดนตรีดีๆ มีศิลปะให้เสพ มีงานดีๆ ให้เราดู มันคือ มันต่างจากบ้านเราเยอะเลยนะครับ นั่นแหละ มันทำให้เราอยากทำอะไรคล้ายกับที่เค้าเป็น
พูดถึงตอนนี้เห็นว่าทำหนังสือ GT เล่มรวม?
ใช่ มันเป็นเล่มที่รวมตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้ายที่เรามี ผมก็เลยตั้งใจทำให้มันเป็นเล่มเดียว แบบว่าคนจะได้ไม่ต้องไปตามหาตามเก็บ มันจะอยู่ในเล่มนี้เล่มเดียวเลย
ออกแบบได้สวยมาก?
ขอบคุณมาก ทีมงานเราทุกคนตั้งใจทำมันออกมาก็อยากให้แฟนๆ ช่วยกันอุดหนุนกันเยอะๆ ภาพข้างในสวยมาก อยากให้ทุกคนเป็นเจ้าของ
แล้วจะหาซื้อได้ที่ไหน?
ตามเพจนี้ได้เลยครับ GT-Generation Terrorist Mag.Special Issue ตามเข้ามาดูกันในนี้ได้เลย อัพเดตสุดยอดเลยครับ ราคาเล่มละ 450 เหมาะแก่การเก็บอย่างยิ่ง
ฝากถึงคนติดตามงานพี่ซี้ดหน่อยครับ?
ขอบคุณกับการติดตามผม ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม ผมก็ยังจะเป็นกระบอกเสียงให้คนฟังเพลงอยู่ตลอด ขอบคุณมากจริงๆ นะครับ
ที่มา musicexpress.in.th
Big Ass เปิดใจสัมภาษณ์นักร้องใหม่และเพลงใหม่
บิ๊กแอสอยู่ในวงการมาเป็นเวลา 14 ปี กับเส้นทางดนตรีเมื่อถึงจุดอิ่มตัวมันย่อมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง และนี่อาจจะเป็นบทสรุปหน้าใหม่ของวงดนตรีวงนี้ หลายคนจับตามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันจะเป็นไปทิศทางไหนกับนักร้องนำคนใหม่และกับวงร็อกแถวหน้าของเมืองไทยวงนี้
เหตุผลการเปลี่ยนนักร้องนำ?
ก็อย่างที่เราโพสต์ลงในแฟนเพจของพวกเรานะครับว่า แด๊ก ถึงจุดอิ่มตัวจริงๆ มันไม่ใช่คำพูดที่สวยหรูอะไรแต่มันคือคำว่าจุดอิ่มตัวจริงๆ คือทางเราตกลงกันว่าถ้าพวกเราบิ๊กแอสไม่สนุกกับการเล่นดนตรีด้วยกันก็ถือว่าเราจะไม่เล่นดนตรีด้วยกัน และมันก็มาถึงตรงนั้นจริงๆ ถ้าถามว่าพวกเราทะเลาะกันมั้ยมันก็ไม่ได้ราบเรียบเป็นแฟนกันมันก็ย่อมจะมีปัญหากันอยู่แล้ว อย่างเราคบกันมาเป็น 20 ปีการเป็นเพื่อนกัน การไปมาหาสู่กันมันก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง
ใช้เวลานานแค่ไหนที่แด๊กถึงจุดอิ่มตัวแล้ว บิ๊กแอสต้องเดินต่อไป?
ก็ประมาณสองสามปี คือมันเริ่มไม่สนุกแล้วความสนใจทางด้านดนตรีมันเริ่มไม่เข้ากัน มันก็เลยต้องตั้งเวลาว่าประมาณนี้ถ้ามันยังไม่เกิดอะไรดีขึ้นเราต้องมาทบทวนอะไรกันจริงจังแล้วล่ะ ทางแด๊กก็บอกว่ามันคงจะไม่ใช่แล้ว ก็แล้วแต่พวกมึงแล้วกันว่าจะเอายังไงเราก็ประครองกันมาสักระยะหนึ่ง แด๊กคงจะไม่สนุกตรงนี้แล้วหละ แต่พวกเรา 4 คนอยากเดินหน้าต่อ มันก็คงจะถึงเวลาแล้วหละ
แล้วเรื่องที่ว่าไม่มีแด๊กแล้วเรื่องที่จะไม่ใช้ชื่อว่า บิ๊กแอส ล่ะ?
ตอนนั้นผมว่าอารมณ์ ณ ตอนนั้นมากกว่าเพราะว่ามันยังไม่ชัดเจน ตอนนั้นเรา 4 คนก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อจริงๆ เพราะว่าตอนนั้นเรายังไม่เจอเจ๋ง ยิ่งหายิ่งไม่เจอหรือว่าบิ๊กแอสจะจบแค่นี้ อารมณ์ตอนนั้นมันมืดแปดด้านจริงๆ เรายังมองหน้ากันเลยว่าบางทีไอ้หมูมันคงต้องไปขายน้ำเงี้ยวจริงจังแล้วมั้ง (หัวเราะ)
จุดเปลี่ยนเพราะว่าเจอกับเจ๋งหรือเปล่า?
คือเรา 4 คนคิดว่ามันต้องแยกย้ายจริงๆ เรา 4 คนก็คุยกันเฮ้ย พวกเราห่างกันสักพักหนึ่งแล้วไปคิดว่าอยากทำอะไรต่อ แล้วก็ห่างจริงๆ ครับห่างกันได้แค่วันเดียว (หัวเราะ) แล้วก็พยายามลองหานักร้องดูสิ แล้วเราก็หามาได้คนสองคน มันก็ไม่ใช่ซักที แล้วมันก็ไม่มีคำอธิบายด้วยว่ามันไม่ใช่เพราะอะไรแต่บอกว่าพวกเราท้อนะยอมรับ แต่วันที่เราเจอเจ๋งเรายอมรับเลยว่าเคมีมันกับเราตรงกันมาก
แล้วไปเจอเจ๋งได้ยังไง?
ก็มีอยู่วันหนึ่งเราไปเล่นคอนเสิร์ตที่โคราช แล้วเราก็ลงมาพักบังเอิญได้เห็นเจ๋งมันร้องอยู่เราก็มองว่าใช่ว่ะ เราก็เลยได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทร.กับเจ๋ง หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อคุยกัน
คือตอนนั้นก็คิดไว้แล้วว่าการทำงานจะไม่มีแด๊กแน่นอนแล้ว?
คือการทำงานของพวกเราต้องมีทางหนีไฟเสมอ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เจอปัญหาเฉพาะหน้าเราก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง แต่เราก็ต้องมีการแก้ปัญหาเอาไว้ในใจนิดหน่อย แต่แด๊กเค้าก็รู้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ แล้วพวกเราก็พยายามที่จะเดินทางกับแด๊กให้มากที่สุดแล้วสุดท้ายมันก็คือความอิ่มตัวของแด๊กเองด้วยที่ไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้
แล้วปัญหาเรื่องเสียงของแด๊กนี่คือปัญหาจริงๆ?
เรื่องเสียงนี่เป็นเรื่องรองมาครับ จริงๆ แล้วมันมีปัญหากับการทำดนตรีมากกว่า ก็เลยต้องใช้คำว่าจุดอิ่มตัว อย่างแบบว่าจริงๆ เราก็รักกันอยู่นะแต่พอนั่งด้วยกันมันไม่มีความสุข เราต้องคิดแล้วว่าเราจะทำยังไงกันดี
ถ้าแด๊กเสียงไม่ดีอึดอัดมั้ยเวลาที่จะเล่นกับเขา?
คือเราจะพูดว่าเราตายคาเวทีกับเสียงแด๊กได้ การเปลี่ยนนักร้องเพราะเสียงเราว่ามันเห็นแก่ตัวเกินไป มันคงจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่วงดนตรีวงหนึ่งจะทำ ถ้าจะทำมันคงจะเป็นเรื่องโง่ที่สุดเลยจริงๆ จริงๆแล้วเรื่องนี้เราอยากจะพูดให้น้อยลง เราอยากให้เกียรตินักร้องคนเก่า เราอยากให้เกียรตินักร้องคนใหม่และคนในวงทุกคนนะครับ
มีผลกระทบกับแฟนคลับของแด๊กและทางวงมั้ย?
มีอยู่แล้วครับ มันเป็นธรรมชาตินะครับเพราะชีวิตมันต้องเดินหน้านะครับ มันต้องทำให้ดีที่สุดต่อไปครับ
คาดหวังในตัวนักร้องคนใหม่ยังไง?
ก็ที่เรามานั่งให้สัมภาษณ์กันนี่ก็เกินคาดแล้วนะครับ อย่างเมื่อตอน 6 เดือนที่แล้วพวกเราพูดตรงๆ เลยว่า หน้าพวกเรานี่หมาหงอยมาก (หัวเราะ) คืออย่างตอนที่เจ๋งมาเจอพวกเรา มันยังบอกพวกเราเลยว่าพวกพี่แม่งเหมือนหมาหงอยมาก พลังมันน้อยมากถ้าเปรียบเป็นเกมพลังเราเหลือแค่เม็ดเดียวเอง แต่พอเจ๋งเข้ามาเค้าเป็นคนคอยที่จะกระตุ้นพวกเรา เพราะตอนนั้นเราก็เหมือนกับว่าเราอยู่ในหลุมเค้าก็จะคอยฉุดพวกเราให้ตื่นขึ้นมาซักที มีอยู่วันหนึ่งเราซ้อมกันเสร็จแล้วเราก็มานั่งคุยกัน เจ๋งมันก็พูดออกมาว่า ผมว่าพวกพี่ยังมันส์ได้กว่านี้ว่ะ พวกเราสะดุ้งเลยนะเราก็มานั่งคิดว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่วะ
อะไรที่ทำให้บิ๊กแอสชอบเจ๋ง?
ก็คงจะเป็นที่ภาพแรกที่พวกเราได้เห็นเค้าเล่นอยู่บนเวทีตอนนั้นนะครับ มันค่อนข้างที่อธิบายยากนะครับ พวกเรา 4 คนมองหน้ากันว่าใช่ต้องคุยกับเค้า คนนี้แหละที่จะทำให้พวกเราเลิกเป็นหมาหงอยซักที เพราะพลังในตัวเค้ามันบอกเราซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
แล้วพอได้มาอยู่ด้วยกันช่วงแรกๆ มีปัญหาอะไรมั้ย?
ก็ตอนแรกที่เราเจอกันต่างคนก็ต่างกดดันกันจะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้นะครับ เพราะความกดดันมันทำให้เวลาเราซ้อมดนตรี พวกเรามองเลยว่ามันไม่ดีเอาอย่างมากๆ เราก็เลยเปลี่ยนแผนกันหยุดซ้อมมันเลย เรามาใช้ชีวิตโดยการเป็นพี่เป็นน้องกันก่อน 1 เดือน เพื่อให้หายเกร็งหลังจากนั้นมามันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกๆ เจ๋งมามันก็จะนั่งของมันเงียบๆ อยู่คนเดียว พอพวกเราใช้ชีวิตด้วยกันมากขึ้นมันก็เริ่มเห็นอะไรดีๆ มากขึ้น
แล้วเริ่มชัวร์กับเจ๋งตั้งแต่เมื่อไหร่?
ต้องเล่าย้อนไปก่อนนะครับ คือตอนแรกที่เราจะหานักร้องนำเนี่ยเวลาเราได้มาแล้วเราก็จะบอกนะว่าที่ชวนมาเนี่ยให้มาเป็นนักร้องนำของวง ซึ่งที่ผ่านมาล้มเหลวทุกครั้ง แต่กับเจ๋งเนี่ยเราก็ไม่ได้บอกมันหรอกว่าจะให้มันเป็นอะไรมาอยู่ด้วยกันมาทำงานด้วยกัน เราตั้งมันไว้ที่ 6 เดือนเราก็ดูสรุปทุกอย่างโอเคแต่ที่สำคัญเคมีเราตรงกันด้วย ไม่ใช่ว่าจะต้องเก่งไม่เก่งแต่เราดูตรงเรื่องเคมีด้วยว่าตรงกันมั้ย
แล้วแนวดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อต้อนรับนักร้องใหม่หรือเปล่า?
ก็พวกเราก็ตั้งใจจะทำให้มันเป็นธรรมชาติให้มากที่สุดครับ คือตอนนี้เราทำเป็นอีพีมา 5 เพลง เราทำกันภายในสองอาทิตย์เสร็จ แนวเราก็ไม่ได้จำกันอะไรเพียงแต่เราอยากจะทำให้มันเป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่เราไม่เคยทำตอนนี้เราไม่กลัวแล้วเราทำได้หมด
หลังจากปล่อยซิงเกิลแรกไป ฟีดแบ็กกลับมาดีมั้ย?
เกินคาดมากครับ รู้สึกว่าดีอย่างเราก็ปล่อยไปตามแฟนเพจ พวกเราก็ตามเข้าไปอ่านนะอะไรที่ดีเราก็ดีใจส่วนอะไรที่มันไม่ดีเราก็จะไม่ให้มันมารกในสมองพวกเรา
อัลบั้มเต็มจะได้เห็นเมื่อไหร่?
น่าจะเป็นต้นปีเพราะตอนนี้เพลงของเราก็อัดเสร็จหมดแล้วครับ รอฟังกันได้เลยครับ
ฝากอะไรถึงแฟนเพลงหน่อยครับ?
ก็กลางเดือนหน้าเราก็จะปล่อยเอ็มวีแล้วนะครับ เอ็มวีตัวนี้มันก็จะเป็นหนังสั้นดนตรีด้วย เราก็อยากให้แฟนๆ ติดตาม เพราะใน 3 นาทีเล่าคงจะเล่าไม่หมดเราก็ต้องตามหาทีมงานมาทำมิวสิกตัวนี้ มันน่าดูมากครับ แล้วก็ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้พวกเรามานะครับขอบคุณจริงๆ ครับ ขอบคุณมากครับ
ที่มา musicexpress.in.th
Sweet Mullet หวิดอันตรายระหว่างงานคอนเสิร์ต
วงร็อกชื่อดัง Sweet Mullet หวิดโดนดีกลางผับเมืองอยุธยา หลังวัยรุ่นเลือดร้อนดวลปืนกันลั่นหน้าร้านตาย 1 โล่งรอดตายหวุดหวิด ไร้คนบาดเจ็บ
วงดนตรีร็อกชื่อดังของค่าย จีนี่ เรคคอร์ดส อย่าง วงสวีทมัลเล็ท เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 55 ที่ผ่านมา มีคิวงานจ้างแสดงโชว์ที่ผับแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเวลาประมาณตี 1 ขณะที่ทางวงนั้นกำลังเล่นเข้าช่วงท้ายของการโชว์ ได้มีแขกที่มาเที่ยวในร้านสองกลุ่มเขม่นกันขึ้น ทางด้าน รปภ. จึงเข้ามากันทั้งสองฝ่ายออกมานอกร้าน แต่แล้วก็เกิดเป็นเรื่องราวบานปลาย เมื่อเหล่าวัยรุ่นเลือดร้อนต่างยกพวกตะลุมบอนกันด้วยการใช้อาวุธปืนที่ต่างคนต่างเตรียมมายิงกันสนั่นหวั่นไหวหน้าผับกว่า 30 นัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ผู้บาดเจ็บอีกหลายราย และรถยนต์ที่จอดบริเวณนั้นเสียหายอีกหลายคัน
จากเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นวงดนตรีชื่อดัง สวีทมัลเล็ท ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย เต๋า (ร้องนำ), แป๊ป (กีตาร์), อั๋น (กีตาร์), ตี่ (เบส), หมู (กลอง) ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เพราะยังโชว์บนเวทียังไม่เสร็จจึงไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ ซึ่งเมื่อเล่นเสร็จผู้ดูแลวงก็ได้รีบนำขึ้นรถตู้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันที
และในช่วงเย็นของวันที่ 28 ก.ย. 55 นี้ วงสวีทมัลเล็ท มีคิวเดินทางไปโชว์ที่ประเทศออสเตรเลีย ซะด้วย ซึ่งทุกคนก็ตื่นเต้นกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น และก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีสมาชิกในวงได้รับบาดเจ็บ
เพิ่มเติม http://www.musicexpress.in.th




















