Tag Archives: คลิปดนตรี

The Hurt Rockers

The Hurt Rockers

The Hurt Rockers The Hurt Rockers

The Hurt Rockers / วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 / ไบเทค บางนา ฮอลล์ 105

คอนเสิร์ตที่เจ็บปวดที่สุดของปี
มาปลดปล่อยความเจ็บปวดด้วยกัน
กับ The hurt rockers

ถ้าคุณ ยังคิดถึง Rock ครั้งแรก รักครั้งแรก และ เลิกรา
คุณต้องคิดถึงพวกเค้า
บิลลี่ ,ป้าง นครินทร์, แมว จิรศักดิ์,
โจ –ก้อง ปีเตอร์ คอร์ป, จั๊ก ชวิน และเหน่ง Y not 7

F.A.F Presents 
การกลับมารวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ rockers ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล…

ใน The hurt rockers เราจะพาคุณย้อนเวลากับไปพบ กับ กับเพลงรัก เพลงรักเจ็บลึก. แบบ original ที่คุณไม่มีวันลืมกับ บทเพลงที่เป็นตำนาน love, hurt love (รักแบบโดนๆ)และ (รักเจ็บๆ) เกลียดความสงสาร รักด้วยน้ำตา ฝืนคบไม่ได้ ปางตาย ต้องเลิกรา และอีกกว่า 50 อัลบั๊มที่เราเคยฟัง พร้อมแต่งตัว และ เติบโตไปกับพวกเขา แล้วเราจะได้ยิ้มและหัวเราะไปด้วยกันอีกครั้ง คุณจะได้พบกับบรรยากาศของคอนเสิร์ตที่ อบอุ่น สนุกสนาน ได้ร้องตาม ได้สะอื้น ได้ประทับใจไปกับผองเพื่อน กับคู่รัก และใกล้ชิดกับศิลปินในงาน กับ….

The Hurt Rockers.
Original Hurt Love ร๊อค รักแรก เลิกรา
10/11/12 BITEC บางนา HALL 105

กิจกรรม
ถ้าคุณยังมีความรู้สึกเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพเพื่อนสมัยเรียน.ภาพสถานที่ในอดีต ภาพของใช้สมัยเรียน สมุดเฟรนดชิพ เสื้อนักเรียนวันจบการศึกษาที่มีชื่อเพื่อนรัก ภาพสัตว์เลี้ยง ครอบครัว ของเล่นหรือรูปอะไรก้อแล้วแต่ในอดีต. ที่ทำให้หวนคิดถึงวันเก่ามันมีค่าทางใจแอามาแชร์กันครับแล้วภาพของคุณจะ สร้างคุณค่าทางความรู้สึกให้คนอื่นเหมือนที่เคยสร้างค่าให้กับคุณ. ส่งมาที่ Facebook @ the hurt rockers แล้วภาพความรู้สึกนั้นจะมีรางวัลกลับไปให้คุณอย่างคาดไม่ถึง

กติกาซื้อบัตรเพิ่มเติม พิเศษ สำหรับ กรุ๊ปปิ้ง เลี้ยงรุ่น ต้องการมากอดคอยิ้มทั้งน้ำตาแบบเฮิร์ดๆร่วมกัน เมื่อซื้อบัตรเฉพาะที่เคาร์เตอร์เซอร์วิสของไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา ครั้งละ 10 ที่นั่งต่อเซลล์สลิป แถม 1 ที่นั่งทันที พลาดแล้วอย่าร้อง

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaiticketmajor.com

Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok 1 Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 / บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว

ike Portnoy Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Mike Portnoy

Mike เริ่มต้นหัดตีกลองด้วยตัวเองและยึดเอามือกลองและวงอย่าง Terry Bozzio, Vinnie Colaiuta, Simon Philips, John Bonham, Keith Moon, The Beatles, Queen, Yes, Metallica, Jellyfish, Iron Maiden, U2 และ Jane’s Addiction เป็นต้นแบบ ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้า เขาจึงตัดสินใจเรียนดนตรีอย่างจริงจังที่ Berklee Music College ในเมือง Boston และ Berklee ก็ทำให้เขาได้พบกับมือกีต้าร์อย่าง John Petrucci และมือเบสอย่าง John Myung พวกเขาทั้งสามตัดสินใจดร็อปเรียนที่ Berklee เพื่อออกมาเล่นดนตรีอย่างเต็มตัว พวกเขาเริ่มต้นตั้งวงและใช้ชื่อวงว่า The Majesty ในช่วงแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวง Dream Theater อย่างถาวรในภายหลัง

The Majesty เริ่มต้นออกเล่นดนตรีอย่างจริงจังตามที่ต่างๆในเมือง New York พร้อมกับเริ่มเขียนเพลงเพื่อทำเดโม และอัลบั้มชุดแรกที่ออกมาอย่างเป็นทางการก็คือเดโมของ The Majesty มันเป็นเดโมที่เต็มไปด้วยไอเดียการเล่นที่มากมายด้วยความคิดและฝีมือ 1,000 ก็อปปี้ขายหมดภายในระยะเวลา 6 เดือน และก็กลายเป็นงานเพลงที่หายากมากในช่วงนั้น ยังมีการก็อปปี้กันเองในหมู่คนฟังซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่อาจนับได้และนี่เองคือจุดพลิกโฉมหน้าให้เกิดประวัติศาสตร์ดนตรี progressive metal ครั้งใหม่ และด้วยชื่อวง The Majesty ที่ไปซ้ำกับวงที่มีชื่อนี้มาก่อนหน้านี้ จึงเกิดปัญหาทางกฎหมายลิขสิทธิ์เกิดขึ้น
แต่สุดท้ายปัญหานี้ก็ยุติลงด้วยคำแนะนำจากพ่อของ Mike เอง ที่แนะนำให้ใช้ชื่อวงว่า “Dream Theater” และชื่อนี้จึงกลายมาเป็นชื่อถาวรจนถึงปัจจุบัน

ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ติดต่อเซ็นสัญญากับ Mechanic ซึ่งเป็นค่ายย่อยในสังกัด MCA และปี 1988 พวกเขาก็เริ่มโครงการกับอัลบั้มชุดแรก และปี 1989 อัลบั้ม Dream and Day Unite ก็เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้ได้ฟังกัน แต่ด้วยแรงโปรโมทที่น้อยมากเหมือนกับสังกัดไม่ใส่ใจซักเท่าไหร่ จึงทำให้พวกเขามีคอนเสิร์ตใน New York เพียงแค่ห้าครั้งเท่านั้น ทุกอย่างเหมือนต้องมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง Dream Theater เริ่มต้นเปิดรับออดิชั่นนักร้องและขณะเดียวกันนั้นพวกเขาก็กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับอัลบัมชุดใหม่ และในปี 1991 เทปที่บันทึกเสียงร้องออดิชั่นจากแคนาดาก็ถูกส่งมาในมือของพวกเขา ในชื่อของ James LaBrie และหลังจากการแจมสั้นๆ พวกเขาตัดสินใจเลือก James LaBrie เข้ารับตำแหน่งนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พวกเขาก็ไปเซ็นสัญญากับ ATCO Records ซึ่งปัจจุบันคือ EastWest และก็มีสัญญาที่จะทำอัลบั้มถึงเจ็ดชุดด้วยกัน

อัลบั้มชุดแรกในสังกัดใหม่และนักร้องคนใหม่ก็ออกมาในชื่อชุดว่า Image And Word เพียงแค่เพลง Pull Me Under ได้ถูกส่งไปตามรายการวิทยุและ MTV สิ่งที่ตอบรับกลับมาคือความสำเร็จอย่างสูงเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดเดาได้ Dream Theater มีกำหนดเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในอเมริกาและญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องทันที และในปี 1993 พวกเขาก็เริ่มต้นทัวร์ในยุโรป Images and Words ได้รับแผ่นเสียงทองคำในอเมริกา และการโชว์ใน Marquee jazz club ในอังกฤษได้กลายเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดออกขายและยังนับได้ว่าเป็นอัลบั้มบันทึกแสดงสดอย่างเป็นทางการครั้งแรกของวงอีกด้วย หลังจากประสบความสำเร็จในชุดแรกอย่างสูงพวกเขาก็ไม่รอช้า การทำงานยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องทำให้ปี 1994 พวกเขาออกAwake อัลบั้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งเมตัลมาเป็นงานชุดที่สอง แต่ขณะเดียวกันนั้น Kevin Moore ก็ตัดสินใจขอออกจากวงเพื่อที่จะไปทำเพลงในสไตล์ที่เขาชอบ Jordan Rudess ได้เข้ามาแทนช่วงสั้นๆก่อนที่จะเข้าร่วมเล่นกับ The Dixie Dregs แต่ท้ายสุดวงก็ได้ Jordan Rudess เข้ามาทำงานอย่างเต็มตัวในภายหลัง และ Derek Sherinian ก็เข้ามาแทนที่ในระหว่างการเดินสายชุด Awake

ด้วยกระแสการตอบรับจากแฟนเพลงทั่วโลกอย่างมหาศาล EastWest Records จึงตัดสินใจให้พวกเขาออกอัลบั้มพิเศษเป็น EP โดยรวมเอาเพลงที่ไม่เคยออกที่ไหนมาก่อน และเพลงที่ยาวกว่า 20 นาทีออกมาให้ฟังกันในชื่อชุด A Change of Seasons อัลบั้มเต็มชุดต่อไปที่ตามออกมากคือ Falling Into Infinity และระหว่างที่ทัวร์นั้นพวกเขาก็เตรียมตัวบันทึกอัลบั้มแสดงสด Once In A Livetime

ปี 1997 Mike Varney ได้ชวน Mike Portnoy ทำโปรเจ็คพิเศษ เป็นเพลงโพรเกสซีพที่หนักแน่นโดยรวมเอาสมาชิกใหม่และตั้งชื่อวงใหม่ในนาม Liquid Tension Experiment โดยประกอบด้วย Portnoy (กลอง), Petrucci (กีต้าร์), Tony Levin จาก King Crimson (เบส), and Jordan Rudess ที่เพิ่งทัวร์กับ The Dixie Dregs เสร็จมาเล่นคีย์บอร์ด และอัลบั้มชุดใหม่จาก Dream Theater ก็เตรียมพร้อมออกมาให้ฟังกัน โดยเพลงทั้งหมดเป็นถูกวางคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องเดียวกัน และใช้ชื่อชุดว่า Scenes From A Memory และตามมาด้วย Train Of Thought

หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ซีดีของวงชุด Live at the Marquee และ Live Scenes From New York ที่มีอยู่ในท้องตลาด ถูกเรียกกลับคืนทันที จากสาเหตุที่ปกมีภาพซึ่งสื่อถึงเหตุการณ์นั้น จนถึงทุกวันนี้ซีดีสองแผ่นนั้นที่เป็นปกต้นแบบได้กลายเป็นของสะสมที่หายากไปทันที

Dream Theater กลับมาอีกครั้งด้วยคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่ลึกกว่าเก่า กับ Six Degrees of Inner Turbulence ซึ่งแต่ละเพลงในชุดนี้มีความยาวไม่ต่ำกว่า 5 นาที และตามมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 7 กับ Octavarium พวกเขายังคงทัวร์อย่างไม่หยุดหย่อนรวมถึงการทำงานในโปรเจ็คต่างๆอีกมากมาย และพวกเขาก็ยังได้ออก DVD คอนเสิร์ตที่สุดยอดออกมานั้นคือ Live At Budokan

Mike ยังคงมีวงโปรเจ็คอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Transatlantic, Liquid Tension Experiment และ O.S.I สำหรับ Mike แล้วเขายังคงเดินหน้าต่อไป เขายังได้ร่วมกับมือกลองชาวแม็กซิกัน “Chucho” เปิดทัวร์เวิร์คช็อบตามร้านขายเครื่องดนตรีต่างใน Mexico รวมไปถึงร่วมสายและบันทึกเสียงกับวง A7X อีกด้วย

ผลงาน

• กับ Majesty

  • 1986 : Majesty

• กับ Dream Theater

  • 1989 When Dream and Day Unite
  • 1992 Images and Words
  • 1994 Awake
  • 1995 A Change of Seasons
  • 1997 Falling into Infinity
  • 1999 Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory
  • 2002 Six Degrees of Inner Turbulence
  • 2003 Train of Thought
  • 2005 Octavarium2007 Systematic Chaos
  • 2009 Black Clouds & Silver Linings

• กับ Avenged Sevenfold

  • 2010 Nightmare

• กับ Adrenaline Mob

  • 2011 Adrenaline Mob
  • 2012 Omerta

• กับ Transatlantic

  • 2000 SMPT:e
  • 2001 Bridge Across Forever
  • 2009 The Whirlwind

• กับ Neal Morse

  • 2003 Testimony
  • 2004One
  • 2005 ?
  • 2006 Morse, Portnoy and George Cover to Cover
  • 2007 Sola Scriptura
  • 2008 Lifeline
  • 2011 Testimony 2

• กับ OSI

  • 2003 Office of Strategic Influence
  • 2006 Free

• กับ Liquid Tension Experiment

  • 1998 Liquid Tension Experiment
  • 1999 Liquid Tension Experiment 2
  • 2007 Spontaneous Combustion

• กับศิลปินอื่นๆ

  • 2003 Yellow Matter Custard:One Night in New York City/tribute to The Beatles (with Paul Gilbert, Neal Morse, and Matt Bissonette)
  • 2006 Hammer of the Gods:Two Nights in North America/tribute to Led Zeppelin (with Paul Gilbert, Daniel Gildenl?w, and Dave LaRue)
  • 2006 Cygnus and the Sea Monsters:One Night in Chicago/tribute to Rush (with Paul Gilbert, Sean Malone, and Jason McMaster)
  • 2007 Amazing Journey:One Night in New York City/tribute to The Who (with Paul Gilbert, Billy Sheehan, and Gary Cherone)
  • 2011 Yellow Matter Custard:One More Night in New York City/tribute to The Beatles (with Paul Gilbert, Neal Morse, and Kasim Sulton)
  • 1984 Rising Power:Power for the People
  • 1986 Inner Sanctum: 12 A.M.
  • 1986 S. A. Adams:Unearthed
  • 2001 Andy West:Rama 1
  • 2003 John Arch:A Twist of Fate
  • 2012 Flying Colors Flying Colors

Billy Sheehan Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Billy Sheehan

หากเมื่อจะกล่าวถึงมือเบสคนสำคัญในวงการเพลง Rock แล้วละก็ มือเบสหลายๆ คนคงต้องนึกถึงชื่อเขาผู้นี้เป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่แท้ “Billy Sheehan” อดีตมือเบสวง Mr. Big, David Lee Roth, Talas และ Niacin ซึ่ง Billy นับว่ามีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนวิธีการเล่นเบสในวงการเบสของโลกคนหนึ่ง โดยเฉพาะดนตรีแนว Rock ที่ตอนนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลเท่าเขาแล้ว

Billy Sheehan เกิดที่เมือง Buffalo, New York เขาเติบโตโดยมีแม่เพียงคนเดียวที่ขยันเลี้ยงดูครองครัวและมีพี่น้องอีก 3 คน แม้ว่าในช่วงวัยเด็กเขาจะมีความลำบากแต่เขาก็ไม่เคยคิดท้อ Billy เริ่มฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก โดยแม่ของเขาสนับสนุนเขาให้ฟังเพลงหลากหลายแนว การเล่นดนตรีของเขาได้รับอิทธิพลมาจาก Tim Bogert แห่งวง Vanilla Fudge มากที่สุด

ครั้งหนึ่งสมัยวัยรุ่นเขาได้ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน นับว่าเป็นวงแรกของเขา ชื่อวงว่า Opus One ซึ่งเป็นวงในแบบ Horn Band มีเครื่องดนตรี 11 ชิ้น หลังจากมี Opus One แน่นอนว่าก็ต้องมี Opus Two วงดนตรีแนว jazz วงเล็กๆ ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาไปเป็นวง Rock Trio คือ วง Talas ในช่วงปี 1972 ซึ่ง Billy ได้เล่นร่วมกับวงนี้เป็นระยะเวลาค่อนข้างนานพอควร โดย Billy ก็ได้สร้างเพลงเบสระดับตำนานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เช่นเพลง NV4 3345 และ Shy Boy โดยมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เขาก็ได้แยกตัวออกไปตั้งวงอีกวงที่มีชื่อว่า Sheehan และก็ได้กลับมาสู่ Talas อีกครั้ง

หลังจากที่ Talas ยุบวงลงไป เขาก็ได้เข้าร่วมกับวงของ David Lee Roth (นักร้องเพลงร็อคระดับตำนานของวงการ) ซึ่ง David Lee Roth ได้แยกออกมาจากวง Van Halen เพื่อมาตั้งวงของตนเอง ซึ่ง Billy ได้มีส่วนช่วยให้วงประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง จะว่าไปวงของ David ในยุคนี้ได้รวบรวมเหล่านักดนตรีชั้นเอกของวงการไว้เลยทีเดียว หนึ่งในนั้นคือมือกีตาร์อย่าง Steve Vai โดยมีมือกลองคือ Greg Bissonette ซึ่งวง David Lee Roth ประสบความสำเร็จในวงการ rock เป็นอย่างมากในช่วงยุค 80

หลังจากนั้นเมื่อวงของ David ได้ยุบลง Billy ก็แยกตัวไปเพื่อก่อตั้งวงขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า Mr. Big ในช่วงนั้นเขาได้ชักชวน Steve Stevens มาเล่นกีตาร์ แต่ผลสุดท้าย ภายหลังก็ได้เลือก Paul Gilbert มาเป็นมือกีตาร์ประจำวง โดยมี Pat Torpey เป็นมือกลอง และ Eric Martin เป็นนักร้อง

วง Mr. Big ได้ตั้งวงอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1988 ซึ่งต่อมาก็ได้ออกอัลบั้มแรกโดยมีชื่อเดียวกับวงคืออัลบั้ม “Mr. Big” ซึ่งได้มีเพลงอย่าง Addicted To That Rush ที่มีการขึ้น Intro โดยใช้เทคนิค Tapping อย่างยอดเยี่ยม แต่อัลบั้มต่อมาซึ่งสร้างชื่อให้กับวงเป็นอย่างมากก็คืออัลบั้ม “Lean Into It” ซึ่งเป็นอัลบั้มระดับ platinum โดยมีเพลงอมตะอย่าง “To Be With You” เพลงนี้ได้ขึ้นอันดับหนึ่งในหลายๆ ชาร์ตทั้งในอเมริกาและประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศมาแล้ว

ต่อมา Mr. Big ก็ออกอัลบั้มต่อๆ มาอีกหลายๆชุดทั้งที่เป็นอัลบั้มเต็มและ single แต่ถึงอย่างไรก็ตามวง rock วงนี้ก็ประสบปัญหาอย่างหนักเมื่อประมาณปี 1996 เนื่องจากปัญหาภายในวงจนกระทั่งแยกยายกันไปในที่สุด

Dream Theater กลับมาอีกครั้งด้วยคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่ลึกกว่าเก่า กับ Six Degrees of Inner Turbulence ซึ่งแต่ละเพลงในชุดนี้มีความยาวไม่ต่ำกว่า 5 นาที และตามมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 7 กับ Octavarium พวกเขายังคงทัวร์อย่างไม่หยุดหย่อนรวมถึงการทำงานในโปรเจ็คต่างๆอีกมากมาย และพวกเขาก็ยังได้ออก DVD คอนเสิร์ตที่สุดยอดออกมานั้นคือ Live At Budokan

หลังจากนั้นเขาก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับนักดนตรีระดับโลกมากมายอาทิเช่น Yngwie Malmsteen, Tony MacAlpine, Greg Howe, Steve Vai, Terry Bozzio ฯลฯ และก็ได้มีโอกาสตั้งวงซึ่งนับเป็นโปรเจคหนึ่งของเขาคือวงดนตรี 3 ชิ้น Niacin ที่มี John Novello มือออร์แกนแฮมมอนบี 3 (Hammond B-3 organ) และ Dennis Chamber มือกลอง

หากจะกล่าวในเรื่องของเกียรติยศและระดับฝีมือที่การันตีในความเป็นระดับโลกแล้ว Billy ก็มีมากมาย เช่น ได้รับการโหวตจากนิตยสาร Guitar Player magazine ให้เป็น “Best Rock Bass Player” 5 ครั้ง ได้รับการลงคะแนนจากนิตยสาร Bass Player Magazine ให้เป็น best bassist 11 ครั้ง จากนิตยสาร Burrn Magazine 5 ครั้ง นอกจากนี้ Billy ยังได้รับการยกย่องให้อยู่ในทำเนียบนักดนตรียอดเยี่ยมตลอดกาล โดยได้มีโอกาสได้ไปประทับฝ่ามือที่ Hollywood Rockwalk ที่ Guitar Center อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว เส้นทางดนตรีของเขายังไม่หมด Billy Sheehan ได้ออกโซโล่อัลบั้ม Compression ซึ่งเป็นโซโล่อัลบั้มแรกของเขา โดยเป็นคนทำดนตรีและร้องเองอีกด้วย แต่ก็มีบางเพลงที่ให้ Terry Bozzio มาตีกลองและมี Steve Vai มาเล่นกีตาร์ในเพลง Chameleon จากนั้นเขาก็ออก single ที่ชื่อว่า All Mixed Up จาก Compression ที่มีทั้งหมด 3 เพลง สามารถหาฟังได้ที่เว็บของเขา และอีกไม่นาน Billy มีโครงการที่จะทำโซโล่อัลบั้มที่เน้นความเป็นเบสมากขึ้นอีกด้วย

ผลงาน Instructional bass video ของเขามีออกมาแล้ว 3 ชิ้น คือ

  • Billy Sheehan-Bass secrets
  • Billy Sheehan on bass
  • Bass kids take over the world

ด้วยชีวิตและเส้นทางดนตรีที่ไม่เคยท้อ เส้นทางการฝึกฝนที่มีมากกว่า 30 กว่าปีบวกกับการเดินไปข้างหน้าที่จะพัฒนาดนตรีด้วยจิตวิญาณของตนอันแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่ Billy จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมือเบสฮีโร่ผู้หนึ่งที่เป็นมือเบสคนสำคัญคนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งเบสเช่นเดียวกับ Jaco Pastorius, James Jamerson และอีกหลายๆ คน

ผลงาน

• กับ Talas

  • 1979: Talas
  • 1982: Sink Your Teeth Into That
  • 1983: High Speed On Ice
  • 1990: Talas Years
  • 1998: If We Only Knew Then What We Know Now
  • 1998: Live In Buffalo

• กับ Thrasher

  • 1985: Burning at the Speed of Light

• กับ Tony MacAlpine

  • 2010 Nightmare

• กับ David Lee Roth

  • 1986: Eat ‘Em and Smile
  • 1988: Skyscraper

• กับ Mr. Big

  • 1989: Mr. Big
  • 1991: Lean Into It
  • 1993: Bump Ahead
  • 1996: Hey Man
  • 2000: Get Over It
  • 2001: Actual Size
  • 2011: What If…

• กับ Niacin

  • 1996: Niacin
  • 1997: Live
  • 1998: High Bias
  • 2000: Live! Blood, Sweat & Beers
  • 2000: Deep
  • 2001: Time Crunch
  • 2005: Organik

• กับ With Explorer’s Club

  • 1998: Age of Impact

• ผลงานเดี่ยว

  • 2001: Compression
  • 2005: Cosmic Troubadour’
  • 2006: Prime Cuts
  • 2009: Holy Cow

• Terry Bozzio and Billy Sheehan

  • 2002: Nine Short Films

Tony MacAlpine Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Tony MacAlpine

Tony MacAlpine เป็นสุดยอดมือกีตาร์บรรเลงในแนว rock ชาวอเมริกันที่โลดแล่นอยู่ในวงการดนตรีมานานกว่าสองทศวรรษพร้อมผลงานบันทึกเสียงจากห้องอัดอีก 11 ชุด เขามีโอกาสได้ร่วมงานกับวงดนตรีและนักดนตรีมากมายทั้งในฐานะแขกรับเชิญและสมาชิกวง

MacAlpine ซึ่งเริ่มเล่นเปียโนตอนอายุ 5 ขวบ และเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอายุ 12 นั้น ศึกษาดนตรี classic เป็นเวลาหลายปีที่ Springfield Conservatory of Music ในรัฐ Massachusetts รวมไปถึงหลักสูตรทางดนตรีอีกมากมายที่ University of Hartford ในรัฐ Connecticut หนึ่งในอิทธิพลทางดนตรีของเขาก็คือ Frédéric Chopin ซึ่ง Tony ได้แสดงความเคารพด้วยการตีความ Études ในอัลบั้มจากห้องบันทึกเสียงหลายๆชุด

ในช่วงที่ออกงานชุด Edge of Insanity (1985) และ Maximum Security (1987) Tony ก็ทำหน้าที่ที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งในยุคสมัยที่นิยมการปั่นกีตาร์ นั้นก็คือ การเล่นคีย์บอร์ดในงานเปิดตัวมือกีตาร์อย่าง Vinnie Moore (Mind’s Eye (1986)) และ Joey Tafolla (Out of the Sun (1987)) หลังจากที่ออกอัลบั้มเปิดตัวไปไม่นาน Tony ก็ได้ไปเล่นกีตาร์ใน M.A.R.S (ชื่อย่อจาก MacAlpine/Aldridge/Rock/Sarzo) สุดยอดวงในแนว heavy metal ซึ่งการไปร่วมงานครั้งนี้ก็ทำให้เกิดงานชุด Driver (1986) ขึ้นมา

Tony ได้ทำวงชื่อ ‘MacAlpine’ และได้ออกงานชุด Eyes of the World ในปี 1990 งานชุดนี้พยายามเน้นไปที่ตลาดคนฟังโดยเป็นลักษณะงานคล้ายๆกับวง hard rock วงอื่นๆในยุคนั้น วงชุดนี้ยืนระยะอยู่เพียงแค่ช่วงสั้นๆ Freedom to Fly (1992) งานชุดต่อมาของ Tony ถือเป็นการกลับมายังงานในลักษณะเพลงบรรเลง จากนั้น เขาก็ออกอัลบั้มเพลงบรรเลงติดต่อกันตลอดในยุค 90 ซึ่งงานในช่วงนี้ที่ได้ออกกับค่ายที่มีชื่ออย่าง Shrapnel Records ก็มี Madness (1993), Premonition (1994), Evolution (1995) และ Violent Machine (1996) Tony ได้ลองร้องเพลงเพื่อเป็นการทดลองกับแนวดนตรีต่างๆใน Master of Paradise (1999) อัลบั้มชุดสุดท้ายในทศวรรษนี้ หลังจากที่ออกงานชุด Chromaticity ในปี 2001 เขาก็เว้นวรรคการออกงานเดี่ยวไประยะหนึ่ง โดยในช่วงนี้ เขาได้ไปร่วมงานกับนักดนตรี วงดนตรีหลากหลายแนว ที่โดดเด่นที่สุดก็คือการร่วมงานกับสุดยอดวงอย่าง CAB และ Ring of Fire หลังจากนั้น อีกหนึ่งทศวรรษต่อมา เขาก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 11 ในชื่อของตัวเองกับ Favored Nations ค่ายของ Steve Vai ในปี 2011

ในช่วงต้นจนถึงกลางยุค 2000 Tony ได้ทำหน้าที่สองอย่าง คือ เล่นกีตาร์และคีย์บอร์ดใน The Breed วงเดินสายของ Steve Vai เขาได้เล่นในดีวีดี Live at the Astoria London (2003) รวมไปถึงดีวีดีอีกสองชุดจากการเดินสาย G3 คือ G3: Live in Denver (2004) และ G3: Live in Tokyo (2005) ในช่วงเวลานั้น เขาเป็นมือกีตาร์ของ Planet X สุดยอดวงในแนว progressive metal เล่นร่วมกับ Derek Sherinian มือคีย์บอร์ดและ Virgil Donati มือกลอง Tony เล่นกับทางวงในงานช่วงแรกของทศวรรษนั้นอย่าง Universe (2000), Live from Oz (2002) และ MoonBabies (2002) และได้กลับมาร่วมแสดงสดกับวงอีกครั้งในปี 2009 รวมไปถึงอาจจะมีการทำงานชุดใหม่ออกมา งานล่าสุดที่เขามีโอกาสไปร่วมก็คือ Seven the Hardway วง progressive metal กับงานชื่อเดียวกับวงในปี 2010 เขาได้ไปเป็นแขกรับเชิญใน Oceana (2011) อัลบั้มบันทึกเสียงชุดที่เจ็ดของ Sherinian และปัจจุบันก็ได้ร่วมทัวร์เป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีเพลงบรรเลงร่วมกับ Mike Portnoy และ Billy Sheehan

ผลงาน

• งานเดี่ยว

  • 1979: Talas
  • 1985: Edge of Insanity
  • 1987: Maximum Security
  • 1990: Eyes of the World
  • 1992: Freedom to Fly
  • 1993: Madness
  • 1994: Premonition
  • 1995: Evolution
  • 1996: Violent Machine
  • 1997: Live Insanity (live)
  • 1999: Master of Paradise2001: Chromaticity
  • 2006: Collection: The Shrapnel Years (compilation)
  • 2011: Tony MacAlpine

• กับ M.A.R.S.

  • 1986: Project: Driver

• กับ Planet X

  • 2000: Universe
  • 2002: Live from Oz (live)
  • 2002: MoonBabies

• กับ Steve Vai

  • 2003: Live at the Astoria London
  • 2004: G3: Live in Denver
  • 2005: G3: Live in Tokyo

• กับ CAB

  • 2000: CAB
  • 2001: CAB 2
  • 2003: CAB 4
  • 2008: Theatre de Marionnettes

• กับ Ring of Fire

    • 2003: Dreamtower
    • 2004: Burning Live in Tokyo (live)
    • 2004: Lapse of Reality

• กับ Devil’s Slingshot

  • 2007: Clinophobia

• กับ Seven the Hardway

  • 2010: Seven the Hardway

• กับศิลปินอื่นๆ

  • 1986: Mind’s Eye – Vinnie Moore
  • 1987: Out of the Sun – Joey Tafolla
  • 1998: The Quest – Damir Simic Shime
  • 1999: The Maze – Vinnie Moore
  • 1999: VK3 – Vitalij Kuprij
  • 2000: Ring of Fire – Mark Boals
  • 2002: Edge of the World – Mark Boals
  • 2006: Collection: The Shrapnel Years – Vinnie Moore (compilation)
  • 2010: On Revolute – Dave Weiner
  • 2011: Oceana – Derek Sherinian
2012: Plains of Oblivion – Jeff Loomis
Derek Sherinian Singha Presents Amazing Union Live in Bangkok

Derek Sherinian

Derek Sherinian (Dream Theater, Planet X, Alice Cooper, Kiss, Yngwie Malmsteen, Eddie Van Halen, Billy Idol, Black Country Communion) เป็นมือคีย์บอร์ดชาวอเมริกันที่ได้เดินสายและบันทึกเสียงกับ Alice Cooper, Billy Idol, Yngwie Malmsteen, Kiss, และ Alice In Chains เขายังเคยเป็นสมาชิกของ Dream Theater ในช่วงปี 1994-1999 เป็นผู้ก่อตั้ง Planet X สุดยอดวงที่เล่นเพลงบรรเลงแนว progressive rock และยังเป็นสมาชิกชุดแรกของ Black Country Communion วงรวมดาราชื่อดังอีกหนึ่งวง ผลงานเดี่ยวของเขามักจะมีแขกรับเชิญที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เช่น Slash, Yngwie Malmsteen, Allan Holdsworth, Steve Lukather, Joe Bonamassa, Billy Sheehan, Zakk Wylde และ Al Di Meola มาร่วมงานด้วย

Derek สร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยการเล่นคีย์บอร์ดในลักษณะแบบ “กีตาร์” ที่ดุดัน เขาได้ขึ้นปกนิตยสารคีย์บอร์ดทั่วโลก ซึ่งก็รวมไปถึงนิตยสาร Keyboard Magazine ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2011 ที่บอกไว้ว่า Derek เป็น “ฮีโร่สายคีย์บอร์ดสำหรับนักดนตรีรุ่นใหม่” นอกจากนี้ นิตยสาร Guitar World ยังเรียกเขาว่า “ราชาคีย์บอร์ด” (“King of the Keys”) และ Alice Cooper ก็เรียกเขาว่าเป็น “กษัตริย์ Caligula ของคีย์บอร์ด” (“Caligula of Keyboards”) อิทธิพลทางดนตรีหลักๆของเขาก็คือ Elton John, Van Halen และ Jeff Beck

ผลงาน

• งานเดี่ยว

  • Planet X (1999)
  • Inertia (2001)
  • Black Utopia (2003)
  • Mythology (2004)
  • Blood of the Snake (2006)
  • Molecular Heinosity (2009)
  • Oceana (2011)

• กับ Dream Theater

  • A Change of Seasons (EP) (1995)
  • Falling into Infinity (1997)
  • Once in a LIVEtime (CD) (1998)
  • 5 Years in a LIVEtime (VHS/DVD) (1998)

• กับ Planet X

  • Universe (2000)
  • Live from Oz (2002)
  • MoonBabies (2002)
  • Quantum (2007)

• กับ Black Country Communion

  • Black Country (2010)
  • 2 (2011)

• กับ Alice Cooper

  • The Last Temptation (1994)
  • Classicks (1995)

• กับ Platypus

  • When Pus Comes to Shove (1998)
  • Ice Cycles (2000)

• กับ Yngwie Malmsteen

  • Attack!! (2002)
  • Perpetual Flame (2008)

•กับ Kiss

  • Alive III (1993)

• กับ Billy Idol

  • Devil’s Playground (2005)
  • The Very Best of Billy Idol: Idolize Yourself (2008)
รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaiticketmajor.com
LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

LIKE SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

103Like FM Social Network Radio
Presents
“Like & Share Concert” ครั้งที่1 The Wishing Men

จัดเต็มกับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ ครั้งแรก และครั้งสำคัญของ 103 Like FM กับคอนเสิร์ตที่รวบรวม 5 ศิลปินที่น่าหลงใหลที่สุดแห่งยุคมาอยู่บนเวทีเดียวกัน กับคำขอ 5 แบบ 5 สไตล์ ที่แตกต่างกัน นำโดย

burin band LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

บุรินทร์ and the old school all stars

• บุรินทร์ and the old school all stars – ผู้ชายที่มาพร้อมกับคำขอที่ “อยากให้โลกสงบสุข” ซึ่งเค้าคนนี้พร้อมจะชวนคุณมาสนุกกับดนตรีของเขาอย่างเต็มที่จนคุณลืมเรื่องเลวร้ายบนโลกใบนี้ไปเลย

dome LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

โดม ปกรณ์ ลัม

• โดม ปกรณ์ ลัม – “ผู้ชายที่มาพร้อมกับความรัก” กับคำนิยามว่า “ความรักสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับทุกสิ่งบนโลกใบนี้” ครั้งนี้หนุ่มหล่อขั้นเทพที่น่าหลงใหลคนนี้จะชวนทุกคนมามอบความรักให้กับคนที่อยู่รอบๆตัวคุณ

tor+ LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์

• โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ – “ชายหนุ่มที่มาพร้อมกับความหวัง” และความสามารถทางด้านดนตรี เขาเชื่อในความหวัง ความฝัน และกำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เค้าประสบความสำเร็จ

tae LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN
เต้ สันต์ ภิรมภักดี

• เต้ สันต์ ภิรมภักดี – “ผู้ชายที่จะขอให้ทุกคนโชคดี” ผู้ชายที่น่าหลงใหลคนนี้ หลายคนคงคิดว่าชีวิตเขาสมบูรณ์แบบ แต่กว่าบนเส้นทางศิลปินของเขาจะเป็นที่ยอมรับ เขาต้องแข่งกับตัวเอง จนมีโอกาสได้พิสูจน์ นั่นแหละ”คือความโชคดี”ที่สุดของเขา

mild LIKE & SHARE Concert ครั้งที่ 1 THE WISHING MEN

Mild

• วง Mild –“ผู้ชายที่จะขอสร้างสีสันและความสนุก” ทั้งเพลงรัก อกหัก และสมหวัง รับรองว่าต้องจี๊ดโดนใจใครหลายๆคน รวมถึงลีลา สีสันจากการโชว์ของพวกเขา จะชวนให้คุณรักพวกเขามากขึ้นกว่าเดิม

และสำหรับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ นอกจากเราจะได้รับความสนุกจากพวกเค้าเหล่านี้แล้ว คอนเสิร์ตครั้งนี้เรายังได้ร่วมกันทำบุญ โดยเราจะมอบรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายให้กับมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง หรือ Wishing Well Foundation โครงการเพื่อช่วยสานฝันครั้งสำคัญของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็ง ให้เกิดขึ้นจริง

มาสนุกกับคอนเสิร์ต และร่วมเติมฝันให้น้องที่ป่วยเป็นมะเร็ง เพื่อให้น้องๆใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหวัง และมีความสุขมากที่สุดได้ใน Like & share concert ครั้งที่ 1 The Wishing Men

ในวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคมนี้ ที่ Bangkok Convention Centre เซ็นทรัล ลาดพร้าว

บัตรราคา 1,000 / 800 / และ 500 บาท เริ่มจำหน่ายบัตรวันที่ 15 กันยายนนี้ ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.103likefm.com และ
facebook.com/103likefm

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaiticketmajor.com

AIS One-2-Call! presents Kamikaze The 5th Destiny Concert

AIS One-2-Call! presents Kamikaze The 5th Destiny Concert

AIS One 2 Call presents Kamikaze The 5th Destiny Concert AIS One 2 Call! presents Kamikaze The 5th Destiny Concert

กามิกาเซ่ ฉลองความสำเร็จครบรอบ 5 ปี ในคอนเสิร์ต
AIS One-2-Call! presents Kamikaze
The 5th Destiny Concert

กลายเป็นคอนเสิร์ตที่แฟนๆวัยรุ่นทั่วประเทศรอคอยทุกปีสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีของ ค่ายเพลงไทย เพื่อคนไทย หัวใจวัยรุ่น“KAMIKAZE” ซึ่งปีนี้ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในชื่อคอนเสิร์ตว่า AIS One-2-Call! presents Kamikaze The 5th Destiny Concert คอนเสิร์ตใหญ่ฉลองความสำเร็จครบรอบ 5 ปี ที่นำทัพศิลปินมามอบความมันส์ ความสนุกกัน แบบยกค่าย!กว่า 32 ชีวิต ได้แก่ Four-Mod, Faye Fang Kaew, Neko Jump, Waii, Knomjean, 3.2.1, Kat Pat, Kiss Me Five, X I S, Timethai, AB Queen, Demo Project และ Seven days 2โดยจะมาในแบบ รวมกันเราอยู่ รวมหมู่เรายิ่งมันส์ ซึ่งความมันส์ครั้งนี้ ได้ถูกลิขิตไว้ให้เกิดขึ้นในวันที่ 13 ต.ค. นี้ ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมมีเพลงพิเศษที่แต่งขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะเพื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้ในเพลง “รักแท้จะตามหาเธอ(Destiny)” ร้องโดยศิลปิน KAMIKAZE อีกด้วย โดยรูปแบบคอนเสิร์ตนอกจากจะได้พบกับโชว์พิเศษของแต่ละศิลปินในแบบจัดเต็มให้นั่งไม่ติดเก้าอี้กันแล้ว ยังจะได้เห็นโชว์พิเศษที่แต่ละศิลปินจะมาร้อง มาเต้น กันแบบสนุกมันส์รวมหมู่ทีเดียวพร้อมการเปิดตัวอัลบั้มใหม่ของหลายๆศิลปิน และ Surprise ที่รอเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆได้อย่างแน่นอน

เปิดจองบัตร 15 ก.ย. นี้
ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา
บัตรราคา 2,000/1,500/1,000 และ 500 บาท
Call Center 0-2262-3456
ดูรายละเอียดการจองบัตรคอนเสิร์ตเพิ่มเติมที่

pic AIS One 2 Call! presents Kamikaze The 5th Destiny Concert

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaiticketmajor.com

Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012

Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012

Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012 Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012

logo Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012

Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012

คุณพร้อมหรือยังที่จะสัมผัสความประทับใจไม่รู้ลืมไปกับคำคืนของเสียงดนตรีและกีตาร์

ทอมมี่ เอ็มมานูเอล นักกีตาร์ระดับตำนานชาวออสเตรเลียผู้เป็นที่รู้จักในความสามารถและในฐานะ 1 ในนักกีตาร์ชั้นยอดบนโลกใบนี้ กำลังจะมาเยือนไทยประเทศไทย ในงานที่มีชื่อว่า Tommy Emmanuel Live and Acoustic 2012

“นักกีตาร์ที่เยี่ยมยอดที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา” - อีริค แคลปตัน (Eric Clapton)
“ถ้าให้ผมเลือกหนึ่งคน เขาคือนักกีตาร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก” -สตีฟ วาย (Steve Vai)

ทอมมี่ เอ็มมานูเอล ผู้สร้างสรรค์คอนเสิร์ตที่เป็นเสมือนหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ทุกคนจะจดจำไปนานแสนนาน ด้วยความมหัศจรรย์ของกีตาร์, ท่วงทำนอง และการแสดงฝีมืออันน่าทึ่งที่ทำให้ผู้ชมแทบไม่เชื่อในสายตาตัวเอง เสมือนหนึ่งความฝันที่คุณจะไม่อยากตื่น ด้วยความสามารถและสเน่ห์ในการเอ็นเตอร์เทนผู้ชม เขาพร้อมที่จะมอบความสุขจากรอยยิ้มและเสียงดนตรีให้แก่ผู้ชมทุกท่าน อย่าพลาดโอกาสร่วมเป็นหนึ่งในพยานกับความมหัศจรรย์ของเสียงกีตาร์ของ ทอมมี่ เอ็มมานูเอล ในวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555 ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า, สยามสแควร์ อย่าพลาดเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชมที่คุณจะเล่าให้ลูกหลานได้ฟังว่า “คุณอยู่ที่นั่น”…

ตารางการแสดง

  • 18:00 – 18:30 Tommy Emmanuel up close.
  • 18:30 – 19:00 Thai Rising star.
  • 19:00 – 19:30 ช่วงพัก
  • 19:30 – 22:00 การแสดงของคุณ ทอมมี่ เอ็มมานูเอล / การแสดงพิเศษโดย เดอะ ตู่

กิจกรรมพิเศษภายในงาน

  • Tommy Emmanuel up close.
    โอกาสพิเศษที่ผู้ชมจะได้ร่วมใกล้ชิดกับทอมมี่ เอ็มมานูเอล พร้อมลายเซ็นท์ สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ถือบัตรคอนเสิร์ตเท่านั้น!
  • Rising star.
    โอกาสพิเศษมาถึงแล้วสำหรับนักกีตาร์อคูสติกในประเทศไทยที่จะได้ขึ้นเวทีเดียวกับนักกีตาร์ระดับโลก! ในงานครั้งก่อนของ Bangkok Acoustic Guitar Celebration เราได้มีการจัดช่วง Lobby Stage เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีตาร์ที่มีความสามารถได้แสดงความสามารถให้กับผู้ชมจำนวนมาก แต่ในปีนี้ เราจะเลือกนักกีตาร์ 2-3 คนเพื่อเป็น Rising Star ของปี 2012 ของไทยและขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่

วิธีการร่วมกิจกรรม

  1. แชร์ลิงค์ คลิปการแสดงของคุณ บนหน้าวอล์ลของเฟสบุค พร้อมกับข้อความว่า Acoustic Rising Star และชื่อศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเองหรือคนที่คุณคิดว่าเขาควรที่จะเป็น Acoustic Rising Star ในปี 2012 นี้ สามารถเข้าไปยังเฟสบุคของเราได้ที่นี้…FACEBOOK หรือคุณสามารถส่งคลิปการแสดงของคุณพร้อมกับชื่อศิลปินมาได้ที่info@dotime.co
  2. ไม่จำกัดสัญชาติ อายุ และสไตล์การเล่น
  3. Acoustic Rising Star 2012 จะได้รับโอกาสพิเศษในการเล่นบนเวทีใหญ่ของการแสดงคอนเสิร์ตของคุณ ทอมมี่ เอ็มมานูเอลในวันที่ 28 ตุลาคม 2555
  4. การตัดสินจะคัดเลือกจากความสามารถ, จำนวน Like และการพิจารณาของทีมผู้ตัดสิน.
    รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaiticketmajor.com
Qwack

ประวัติวง Qwack

Qwack ประวัติวง Qwack

 

วงQwack จุดเริ่มต้นจากคำว่าเพื่อน ซึ่งได้พัฒนามิตรภาพให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้นด้วยความสามารถทางดนตรี ซึ่งได้ถูกจุดประกายด้วยงานประกวดดนตรีเล็กๆ จนสั่งสมประสบการณ์จากการแข่งขันในหลายเวทีประกวด แต่สิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปคือความรักในดนตรีแนวRock ที่ไม่เคยลดลงไป จึงทำให้วง Qwack อันประกอบไปด้วย

ทัชพล ชนวาศิลป์ (ร้องนำ)
วีระยุทธ มหาวรรณ์ (กีตาร์)
ทนงศักด์ มาแก้ว (เบส)
เกียรติอนันต์ เชียงคำ (กลอง)
และ ชลวิชญ์ นนทวาสี (กีตาร์) 
จับมือกันเพื่อไปสู่อีกขั้นของดนตรี นั่นคือการมีผลงานเพลงเป็นของตัวเอง จากความคิด สู่ความฝัน จากวงธรรมดา กลับกลายเป็นวงที่มีจุดหมายแน่ชัด คือการสื่อสารความเป็นตัวเองผ่านจังหวะและทำนองของดนตรี Rock พร้อมคำสัญญาแห่งมิตรภาพตลอดมาว่า “เราจะร็อคไปให้ถึงขอบฟ้า”
The Gued

ประวัติวง The Gued

The Gued ประวัติวง The Gued

The Gued (อ่านว่า เดอะ “กึด”เป็นภาษาเหนือหมายความว่า นึก คิด)

จากจุดเริ่มต้น โตโต้ ไอซ์ และ สนุ๊ก 3 เพื่อนซี้ ที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น สมทบด้วย เดียว และ นุ๊ก ผสมผสานความชอบทางดนตรีร่วมกัน ภายใต้ชื่อ The Gued หลังจากผ่านการฝึกซ้อมและสร้างผลงานเพลงของตนเอง จึงได้รับการทาบทามจากค่าย LeeSaw RECORD ซึ่งสนใจในเพลงที่พวกเขาได้แต่งร่วมกัน และนี่คือก้าวแรกของ The Gued
โตโต้ ร้องนำ
เดี่ยว ร้องนำ
นุ๊ก กีตาร์
สนุ๊กเกอร์ เบส
ไอซ์ กลอง
แต๊ก คีย์บอร์ด
Blue Scale

ประวัติศิลปิน Blue Scale

Blue Scale ประวัติศิลปิน Blue Scale

 

จากประสบการณ์กว่า 15 ปีในวงการดนตรี ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
กับความโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในแง่ของบทเพลงและสไตล์การเล่นกีต้าร์
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เหล้าเก่าในขวดใหม่ นาม Blue Scale ได้เริ่มต้นเดินทางบนถนนสายดนตรีอีกครั้ง
กับบทเพลง Pop-Rock ฟังสบายแต่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เอ้ สรุจ

ประวัติศิลปิน เอ้ สรุจ

เอ้ สรุจ ประวัติศิลปิน เอ้ สรุจ

 เอ้ – สรุจ  เอกวิศาล เล่นโน้ตดนตรีตัวแรกบนคีย์บอร์ดเปียโนตอนอายุ 5 – 6 ขวบ แต่หลายปีผ่านไปก็ยังคงเล่นได้แต่สเกล C จนอายุ 14 ปี  ซึ่งเป็นช่วงของยุด Alternative เฟื่องฟูจึงลองเปลี่ยนหันมาจับกีตาร์เปิดหนังสือคอร์ดเล่นได้สักระยะหนึ่ง จึงเริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อนในโรงเรียน  ชื่อวง “อิ๊ม” หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปเรียนที่นิวซีแลนด์ และตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ไปประกวดตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในจังหวัด ทำให้เอ้ได้ขนมฟรีมากินคนละกระสอบ ด้วยความติดใจเลยทำให้เอ้ไปประกวด New Zealand Smokefree Rock ในเวลาต่อมา และแม้จะตกรอบสองแต่ก็ทำให้เค้าได้ประสบการณ์   และได้ทำงานเพลงภายใต้อัลบั้มรวมเพลงเด็กมัธยมประจำจังหวัด โดยใช้ชื่ออัลบั้มชื่อ SPEAK ก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนต่อ และเมื่อเรียนจบกลับมาประเทศไทยก็ได้มาทำงานครีเอทีฟในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้เอ้ได้รู้จักกับพี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์แห่งบีลีฟ เรคคอร์ด และได้มีผลงานซิงเกิ้ลแรกที่มีชื่อว่า “เหตุผลให้ร้องไห้”

Getsunova

ประวัติวง Getsunova

Getsunova ประวัติวง Getsunova

สมาชิก

เนม – ปราการ ไรวา  (Vocal)
นต – ปณต คุณประเสริฐ  (Guitar, Synthesizer)
นาฑี – นาฑี โอสถานุเคราะห์  (Guitar)
ไปป์ – คมฆเดช แสงวัฒนาโรจน์  (Drum)
        Getsunova วงดนตรีแนว Electronic Rock ที่รวมตัวกันบนพื้นฐานของการชื่นชอบดนตรีในแนวเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนในวงต่างติดภาระกิจทางการศึกษา ในต่างประเทศ แต่การอยู่กันคนละทวีปไม่ได้เป็นอุปสรรคของวงในการมุ่งมั่นทำงานเพลงที่ตนเองรัก จาก อังกฤษ สู่ อเมริกา และกลับมาที่ประเทศไทย  ทั้ง4คนใช้วิธีการทำงานเพลงกันผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อถึงเวลาปิดเทอมที่ทุกคนได้กลับมา รวมตัวกันพร้อมหน้าที่เมืองไทยก็คือเวลาที่ getsunova ได้ปล่อยเพลงใหม่ให้ทุกคนฟัง  โดย getsunova ได้ปล่อย Single แรกเมื่อปลายปี2550 ชื่อเพลง กล่อม  และจากนั้นก็ปล่อย Single อื่นๆ ตามมาอีกไม่ว่าจะเป็นเพลง รอยจูบ, รูปภาพ, เศษส่วน ในนามค่ายสนามหลวงมิวสิก และในปี 2553 getsunova ได้ปล่อย Singleใหม่ พร้อมกับการย้ายมาทำงานกับค่ายเพลง Duckbar   “ดอกไม้ปลอม” และ เดือนสิงหาคม 2555 กับ Single ใหม่ล่าสุด มีชื่อว่า “ ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ ” กับแนวดนตรีแนวใหม่ที่ขอเรียกว่า Experimental Pop
Pistols99

ประวัติวง Pistols99

Pistols99 ประวัติวง Pistols99

 

วง Pistols99 เริ่มต้นรวมวงกลางๆปี 2011 โดยการรวมวงจากการ ซ้อมเล่นงานใต้ดิน พั้งต่างๆและวงก็เริ่มเล่นจิงจังขึ้น กำลังทำอัลบั้มคาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นปี 2012 อย่างแน่นอน เป็นวงมาจากกรุงเทพมหานคร ประกอบสมาชิกไปด้วย กัส ตุ๋น ออม จั๋ย รู้จักกันโดยการเล่นสเก็ตบอร์ด ทั้งสี่่ มั่นคงในแนวพั้งรอค ตลอดมามีการแสดงสดที่มันส์ และสะใจ การันตีมาจากผู้คนหลายคอนเสริตแล้ว เนื้อหาส่วนมาก สะท้อนสังคม มีสาระดี โดยเพลง วันจันทร์ เป็นซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมา ต่อมาก็มีเพลง น้า นา นา และเพลงที่สาม การลาออกครั้งสุดท้าย

Lasur

ประวัติวง Lasur

Lasur ประวัติวง Lasur

 

สมาชิก Lasur 

โจ๊ต เรวัฒน์ ทองแสง (ร้องนำ – กีต้าร์)
แซม ธนกฤต อมรนุกูล (เบส)
เบนซ์ ธนาวุฒิ แก้วศรี (กลอง)
        เป็นวงดนตรีที่ยังจัดอยู่ในกลุ่มเพลง โมเดิร์นร็อค กับกลิ่นอายแนววินเทจ ซาวเก่าๆที่ขุดมาทำให้ผู้คนได้ฟังกันอีกครั้ง วงก่อตั้งโดยสมาชิก 2 คน คือ โจ็ตกับเบนซ์ และได้แซมมาเข้าร่วมใน นาม Mushroom head ในเพลง ทุกๆครั้ง เป็นเพลงแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกับหลายๆคน และหลังจากนั้นเราได้ทำ Single ที่ 2 ซึ่งได้อยู่ในค่ายเพลง LeeSaw Record และเราได้เปลี่ยนชื่อนามใหม่เพื่อให้เป็นตัวตนของพวกเรามากยิ่งขึ้นในนามว่า “ลาเซอ” (lasur)
เพจวง Lasur  https://www.facebook.com/IAMLASUR.BAND
Download เพลง,เสียงรอสาย,ริงโทน ศิลปิน The Lasur กด*1238103
Polymer

ประวัตวง Polymer

Polymer ประวัตวง Polymer

 

“Polymer” (พอลิเมอร์) สารประกอบซึ่งเกิดจากการรวมตัวของโมเลกุลขนาดเล็กๆที่เป็นหน่วยย่อยหลายๆหน่วยเข้าด้วยกัน ด้วยปฏิกิริยาเฉพาะ เช่นเดียวกับปฏิกิริยาทางดนตรีของวง Pop-Rock
ที่ประกอบด้วย 5 เด็กหนุ่มจากโรงเรียนบดินทร์เดชา

จ๊ะโอ๋ : อานันท์ สีเข้ม (ร้องนำ)
มอส : ณภัทรสณห์ ค้ำคูณ (กีตาร์)
ตี๋ : สุเมธ บุญทวี (กีตาร์)
ออม : กิตติ วุฒิขจร (เบส)
โอเปิ้ล : กมลภพ แก้วมณี (กลอง)
และ มีน : นุตประวีณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (เปียโน/คีย์บอร์ด)
ที่ เปรียบดนตรีของพวกเขาเป็นโมเลกุลแห่งความสนใจที่มีแตกต่างของสมาชิก แต่สามารถรวมตัวกันได้ด้วยเคมีที่ตรงกัน เกิดเป็นสารประกอบอันขับเคลื่อนด้วยความฝันและแรงบันดาลใจทางดนตรีที่มีความ สามารถเก?ินวัย พร้อมรับการพิสูจน์บนเส้นทางสายดนตรีอย่างเต็มตัว
Download เพลงวง ”Polymer” ได้ที่ *123 8103 (เพลงร่ำลา,เพลงเพียงใครสักคน)
https://www.facebook.com/mudiomosเพจวง Polymer   
สตรีนิยม

ประวัติวง สตรีนิยม

สตรีนิยม ประวัติวง สตรีนิยม

สมาชิกสตรีนิยม

1.นาย วัชระ  บรรณสาร (วัชร) ร้อง
2.นาย อุทัย แท่งทอง (เล็ก)  เบส
3.นาย พีรศักดิ์ ใบงาม (เต้) กีต้าร์
4.นาย ภานุพันธ์ สมสนุก (โก้) กีต้าร์
5.นาย พลวัฒน์ หงส์โชคทวี  (เอ็ม) กลอง
แนวเพลง จิตร็อค

วงดนตรีที่ประกอบด้วยสมาชิก 5 คนแต่มีความเป็นหนึ่งเดียว พกพาความมุ่งมั่นในความเป็นจิตร็อค พวกเขาทุกคนมีความเป็นจิตลึกๆอยู่ในตัว ทุกครั้งที่มีการแสดงสด  มันมีบัญญัติที่มากกว่าความมันส์ นั่นคือ first impression ที่ทุกคนต้องไม่ลืม การกระโดดถีบกัน กินกระดาษ มาพร้อมความดิบเถื่อน ที่รอระเบิดออกมาทุกครั้ง แนวเพลงจิตร็อค มาพร้อมความมันและรู้สึกอยากระบายออกทางอารมณ์ ทุกครั้งที่คุณได้ยิน แล้ววันนี้เขาทุกคนพร้อมแล้วที่จะพาคุณไปสู่ จิตร็อค

832f600b08a29889fe8055d15f132750

ประวัติศิลปิน POR CHONLAWIT

832f600b08a29889fe8055d15f132750 300x225 ประวัติศิลปิน POR CHONLAWIT

ชายหนุ่มผู้หลงไหลในเสียงดนตรี ก้าวเข้าสู่ถนนสายดนตรีจากการประกวดมากมายหลากหลายรายการ ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทวง และบ่มเพาะประสบการณ์จากการทำงาน music production อยู่เบื้องหลังผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง ทั้งงานอัดเสียงในสตูดิโอ และการเล่นแบ๊คอัพ รวมไปถึงผลงานอื่นๆ อาทิ เพลงละคร เพลงโฆษณา

วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะมาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ผ่านผลงานเพลงส่วนตัวในสไตล์ Variety-Pop ที่เขาหลงใหล เพื่อให้ทุกคนได้สนุกไปกับทุกบทเพลงที่กลั่นออกมาจากความรักในดนตรีของ ผู้ชายคนนี้ “ปอ : ชลวิชญ์”