บทสัมภาษณ์ตูน BodySlam




toon1 บทสัมภาษณ์ตูน BodySlam
ผมเคย … สัญญา
ว่าจะเอาบทสัมภาษณ์ ตูน BodySlam ที่เคยคุยกันตั้งแต่ทำนิตยสารสมัยเรียน ตอนนี้ผ่านมา ….
ครึ่งปีแล้ว ใช่ครับ ครึ่งปีเท่านั้น ไม่นานเท่าไหร่มั๊ง ตอนนี้นิตยสารออกมาแล้ว และหมดเกลี้ยงแล้ว ทั้งแจก ทั้งขาย ทั้งฟาดหัวหมาเล่น พอมานึกถึงก็ครึ้มๆ ในความสุขที่ได้อยู่กับกองกระดาษบทความ กองไฟล์ดิจิตอล

หลายคน ที่ได้อ่านบอกว่า เรื่องที่น่าสนใจมากที่สุดหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ผมภูมิใจนำเสนอ
และบทสัมภาษณ์ของตูน ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่หลายคนบอกว่า ไม่ควรเอามาลง เพราะไหนๆ มึงจะ Indy แล้ว ก็ควรเอาเรื่องราวของคนที่ Indy และ Out จากสังคมไปเลยดีกว่า
ช่างแม่ง … ผมสบถในใจ

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่เรา นิตยสารป้ายรถเมล์ นำ ตูน มาสตั๊ฟไว้ในเล่มกระดาษความหนา 60 หน้าครับ

…เริ่มต้น

จากการรวมตัวของเด็กนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยที่มีแนวความคิดเดียวกันคือ ความสนุกและความสุขกับการได้เล่นดนตรี จึงเป็นที่มาของวงดนตรีเด็กมัธยมที่ชื่อว่า ละอ่อน

ความสนุกของพวกเขาไม่ได้หยุดแค่การเล่นเฉพาะภายในโรงเรียนแต่พวกเขาเลือกที่จะไปเผชิญโลกกว้างขึ้นไปอีก โดยการเข้าร่วมการประกวดวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาในเวที Hot Wave Music Awards ซึ่งเป็นการจัดการประกวดครั้งแรกของ Hot Wave รายการวิทยุที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมากในยุคนั้น เมื่อ พ.ศ. 2539

หลังจากฟันฟ่ากับวงดนตรีอื่นเกือบ 100 วง ที่ร่วมการแข่งขันที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ พร้อมทั้งได้รับการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด Music Bugs และออกอัลบั้มแรกในชื่อ ละอ่อน หลังจากนั้นด้วยภาระหน้าที่ในการศึกษาจึงทำให้พวกเขาต้องแยกย้ายกันไป

…การกลับมาของความฝัน

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2545 ตูน เภา ปิ๊ด อดีตสมาชิก ละอ่อน ก็ได้กลับมารวมตัวกันในชื่อ Body Slam ภายใต้การดูแลของทีมนักทำเพลงที่ชื่อว่า Mango Team โดยมี ออฟ วงบิ๊กแอสเป็นโปรดิวส์เซอร์ และปี พ.ศ. 2546 อัลบั้ม Drive ซึ่งเป็นอัลบั้มหมายเลขสองในนาม Body Slam ก็คลอดออกมาและได้รับความนิยมอย่างมาก และหลังจากอัลบั้มนี้นี่เองตูนและปิ๊ดได้ตัดสินใจ เซ็นสัญญากับค่าย จีนีส์ เรคคอร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัด GMM Grammy และมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาคือ ยอด เล่นตำแหน่งกีตาร์และชัฒในตำแหน่งกลอง และในปี พ.ศ. 2548 พวกเขาก็ออกอัลบั้ม Believe และได้ตอกย้ำความสำเร็จให้กับ Body Slam อีกครั้ง ส่วนเภา มือกีตาร์คนเดิมของ Body Slam ได้ขอแยกเดินตามหาฝันด้วยการทำอัลบั้มเดี่ยวในชื่อ Present Perfect

นี่เป็นเพียงย่างก้าวแรกของวงดนตรีระดับซุปเปอร์สตาร์วงหนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้ แต่ในความเป็นตูน แห่งวง Body Slam อาจจะมีบางอย่างที่ทำให้สงสัยว่าสิ่งที่เขาแสดงออกบนเวทีกับการนั่งพูดคุยปกติ สิ่งใดคือความเป็นตัวตนของ ตูน

toon4 บทสัมภาษณ์ตูน BodySlam

…อยากให้เล่าประวัติเมื่อตอนเป็นเด็กก่อนที่จะมาเป็นละอ่อน

ตั้งแต่เด็ก ๆ จริง ๆ ไม่ใช่คนกรุงเทพ ฯ ครับ เป็นคนสุพรรณก็เรียนประถมที่สุพรรณฯ แล้วก็ย้ายมาเรียนมัธยมที่กรุงเทพฯ ก็ชอบร้องเพลงอยู่แล้วแล้วก็ตอนเด็ก ๆ นี่ก็ ฟังเพลง เพลงส่วนใหญ่ที่ฟังก็พ่อเปิดให้ฟังในรถอะไรอย่างนี้ ขับจากบ้านไปถึงโรงเรียนประมาสัก10- 15 นาที ก็จะได้ฟังเพลงที่พ่อเปิดให้ พ่อก็จะเปิดเพลงเก่า ๆ เพลงไทยบ้างเพลงสากลบ้าง

…มีตัวอย่างเพลงของใครไหม

ก็มีเรื่อย ๆ นะ มีลูกทุ่ง ลูกกรุง สุนทราภรณ์ ยันเพลงฝรั่งเก่า ๆ วงที่พ่อเขาชอบ ฟังหมด คือพ่อเค้าจะฟังหมด ผมคิดว่าส่วนที่ทำให้ผมชอบฟังเพลงก็มาจากพ่อด้วย

…จากละอ่อนมาสู่ Body Slam มาได้ยังไง

ละอ่อนนี่เริ่มตั้งแต่เมื่อสมัยมัธยม ตั้งแต่ ม. 3 ม. 4 ก็อยากจะมีวงดนตรี แต่เราก็เล่นอะไรไม่เป็นแต่เพื่อนเค้าจะมีวงอะไรมาก่อนแล้ว แล้วเราก็คิดว่าเราก็พอจะร้องเพลงได้เราก็ลองแจม ๆ กับเพื่อนดู ปรากฎว่าเพื่อนก็ให้เป็นนักร้องของวง ก็สนุกดี ก็เป็นที่มาของวงละอ่อน จนละอ่อนได้เข้ามาประกวดฮอทเวฟ พอเราชนะที่หนึ่งก็เหมือนกับเป็นจุดเปลี่ยนเลย เพราะว่าพี่เอก ธเนศ วรางกูลนุเคราะห์(ผู้บริหารค่ายมิวสิกบัก) เขาก็อยากให้เราเข้าไปลองทำงานสักชุดหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นพวกเราก็ไม่มีประสบการณ์เลย ไม่มีทฤษฎีอะไรเลย พวกผมเป็นคนงู ๆ ปลากันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อยากเล่นอยากร้องอะไรก็เล่น

...แล้วมาเป็น Body Slam ได้ยังไง

เป็น Body Slam เพราะว่าหลังจากเราชุดแรกประมาณปี 39 พอออกไปพวกผมก็เข้ามหาลัย ผมก็เรียนหนักมาก เรียนหนักแล้วก็ประกอบกับเบื่อ ๆ ด้วย อยากไปเรียนอย่างเดียวก็เลยออกจากวง ก็เลยออกจากวงมากับเภา (รัฐพล พรรณเชษฐ์) สองคน มือกีตาร์ใส่แว่น ลองมาทำเพลงกันอยู่สองคน ทำกันอยู่สักพักหนึ่ง ที่จริงก็ไม่สักพักหรอก ก็ประมาณสี่ ปีแล้ว (หัวเราะ) ก็ทำงานกันบ้างก็เที่ยวเล่นกันบ้าง เรียนหนังสือบ้างไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ครับ จนสุดท้ายก็เรียนจบแล้ว แล้วรู้สึกว่าเฮ้ย ควรจะจริงจังกับมันได้แล้วเพราะว่ามันนานมากแล้วซึ่งมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ถ้าเราจะเอาจริงทางด้านนี้ ก็เลยหาสมาชิกเพิ่ม อยากจะหาสมาชิกเพิ่มให้มันแข็งแรง เพราะรู้สึกว่าทำงานกับเภาสองคนมันยังไม่เข็งแรงพอ มันยังไม่ไปไหนเลยอะไรอย่างนี้ ก็เลยได้ปิ๊ด (ธนดล ช้างเสวก) มือเบสมาจากละอ่อน ตอนนั้นละอ่อนก็ไม่ทำแล้ว ปิ๊ดมันก็ว่างก็เลยกลับมาทำ ทีนี้ก็หาโปรดิวส์เซอร์ ซึ่งตอนนั้นนั้นพี่ออฟ บิ๊กแอส ก็อยากลองทำโปรดิวส์เซอร์ดู ก็เลยลงตัวทีมนั้นมา ก็หลังจากที่ลองฟอร์มทีมนี้ประมาณ 2 ปีถึงจะไดออก นานมากกว่าจะเป็น Body Slam

…อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ผันตัวเองจากการเรียนนิติฯที่จุฬา ฯแล้วมาเป็นสจ๊วด แล้วปัจจุบันก็เลือกมาเป็นนักดนตรี

การเป็นสจ๊วดมันก็อยู่ในช่วงสองปีที่เราทำงานอยู่ ตอนนั้นมันก็คือ มันไม่มีเงินเลย ตอนนั้นก็ร้องเพลงกลางคืนด้วย เพราะเราเรียนจบแล้วเราก็ไม่อยากจะรบกวนที่บ้าน ร้องเพลงกลางคืนซึ่งมันไม่พอไง พอดีมีรุ่นพี่ที่นิติฯจุฬา ฯ เป็นสจ๊วดอยู่แล้ว บอกว่าตอนนี้มีสายการบินนี้เปิดอยู่อยากจะได้ไปทำงานด้วยระยะไม่ยาวนานมาก ประมาณ 4-5 เดือน แล้วเราทำเพลงไปด้วยแต่งเพลงไปด้วย ก็เลยตัดสินใจไป ลองดู มันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี ก็ทำแต่ว่าก็โทรมาคุยกับพวกพี่ออฟว่าเป็นยังไง ก็ยังเหมือนได้ทำงานอยู่ ยังเหมือนได้ แต่งเพลงอัดเพลงเก็บไว้ในซาวด์อเบาท์ ในวอร์คแมนทีอัดได้ ก็เก็บไว้เยอะ ๆ อยากจะพูดอะไรอยากจะเขียนอะไรก็จด ๆ ไว้

…จากที่ใส่กางเกงขาสั้นเล่นดนตรีประกวดฮอทเวฟเมื่อสมัยมัธยมจนกลายมาเป็น Body Slam ในทุกวันนี้มันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

มันแตกต่างกันเยอะ เพราะว่ามันคือการเล่นจริงจังมากขึ้น ตอนที่เป็นนักเรียนที่เล่นดนตรีก็คือเหมือน ฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ สนุกกับมัน ไม่ต้องคิดอะไรมากไม่ต้องหวังผลว่าใครจะมาชอบเรา คือเล่นเอาสะใจตัวเอง เล่นเพลงที่มันเล่นยาก ๆ เล่นกันไม่ค่อยเก่งก็อยากเล่น ร้องไม่ค่อยถึงก็ร้องกัน แล้วก็คิดน้อยกว่า พอเวลาที่จะมาเป็น Body Slam แล้วมันต้องคิดเยอะ คิดเยอะนี่คือไม่ใช่เครียดนะ คิดเยอะของผมนี้คือรอบคอบมากขึ้น

ที่รอบคอบเพราะว่าเราไม่ได้คิดว่าเราดังขึ้นหรือว่าอะไร คือเพราะว่าเราอยากจะใช้ชีวิตนาน ๆ เราอยากจะดูแลตรงนี้ให้มันอยู่ได้นานที่สุด ซึ่งเราคิดว่าเราทำตรงนี้ได้ดีที่สุดแล้วเราไม่อยากจะเสียไปในเวลาอันรวดเร็ว

…ด้วยความทีเราเป็นไอดอลของเด็ก ๆหลาย ๆ คนด้วยหรือเปล่า

ไม่ใช่ จนถึงทุกวันนี้ผมยังคิดว่าผมทำเพื่อตัวเองอยู่เลย คือมุมที่คนอื่นมองผมว่าแบบคิดว่าผมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้คิดว่าผมเป็นตัวแทนของเขา ผมก็ดีใจที่เรามีค่าพอที่เขาจะนับถือหรือว่าเอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งผมดีใจนะไม่ได้เฉย ก็ดีใจเลยแหละ แต่ว่าก็ไม่ได้แบบ เราดังนะเว้ย เราต้องทำตัวแบบหนึ่ง ผมก็ทำตัวเหมือนเดิม

…ถ้าจะให้นิยามว่า ตูน Body Slam นี่คืออะไร

ผมก็ว่ามันคือเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชอบดนตรี รักการร้องเพลงแล้วก็ด้วยจังหวะและเวลาทำให้เด็กคนนี้มันมีโอกาสเข้ามา ผมว่าเด็กที่ชื่อตูนมันโชคดีในแต่ละจังหวะของชีวิตที่ก้าวไป

…แล้วยากไหมกับการเป็นตูนของวง Body Slam

ไม่ยากครับ ไม่ยากไม่ง่ายผมว่า บางจังหวะมันก็ยากนะ บางจังหวะมันก็ง่ายมาก แล้วแต่เราคิดด้วยล่ะว่าเราจะซีเรียสกับตัวเราเองแค่ไหน คิดซะว่าอยากทำตัวตามสบายอยากทำอะไรก็ทำมันก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าสมมติวันไหนเราเครียดกับมัน เราคิดเยอะกับมัน มันก็จะเครียดขึ้นมาเอง มันแล้วแต่แปรผันไปตามสถานการณ์

…อุปสรรคของการเป็นนักร้องคือเป็นเรื่องของสุขภาพคุณมีวิธีดูแลสุขภาพยังไง

จริง ๆ ใหญ่เลยของนักร้องก็คือการดูแลคอตัวเอง เสียงตัวเอง ดูแลโดยการตอนนี้ผมไม่ยุ่งกับเหล้า บุหรี่อะไรแล้ว เลิกขาดเลยครับ เราเคยใช้ชีวิตแบบหนักมาอยู่ช่วงหนึ่ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่การร้องเพลงแล้วแต่มันคือชีวิตผมเลย มันคือทั้งชีวิตผมเลย เราเลิกตรงนี้ได้มันก็ดีต่อสุขภาพเราดีต่อเสียงเราดีต่อคนรอบข้าง ก็เลิกไปเลย พวกนี้ก็ไม่เอาเลย ก็พยายามที่จะพบหมอบ่อย ๆ ก็จะมีหมอประจำซึ่งเขาดูแลเรื่องเสียงเราเลย ก็จะไปหาเขาบ่อย ๆ ให้เขาแนะนำเราแล้วเราก็ดูแลอย่างดีที่สุด

…ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วเสียงคุณใช้ไม่ได้แล้วคุณจะทำยังไง

โอ้ อันนี้เป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตที่จะเกิดขึ้นแล้ว เหมือนกับนักฟุตบอลที่ขาหักแล้วจะต้องแขวนสตั๊ด คือมันก็ไม่อยากให้มันวันนั้น แต่ว่าก็จะพยายามดูแลมันให้อย่างเต็มที่เพราะว่ามันชีวิตทั้งชีวิตเลย คือมันไม่ใช่แค่อาชีพ คือผมชอบร้องเพลง คือไม่ต้องได้ตังค์ก็ได้ คือฮัมบนรถแหกปากในห้องน้ำ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ถ้าวันไหนที่มันร้องไม่ได้แล้วมันคงรู้สึกแย่

…ได้ยินมาว่าคุณชอบเพลงเพื่อชีวิตเคยคิดที่จะชวนเพื่อน ๆ ทำเพลงแนวนี้เต็มอัลบั้ม สักอัลบั้มไหม

ก็เดี๋ยวชุดหน้านี่ครับ อุ๊บ! หลุดอะไรออกไป(หัวเราะ) ก็ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ ครับ

…ในอัลบั้มที่กำลังจะออกนี้สักเพลงในนั้นจะแต่งให้กับใคร

แต่งให้ตัวเองครับ เพราะผม ไม่รู้นะ เพราะผมร้องเพลงที่ไร ความรู้สึกที่ผมได้คือการร้องเพลงให้กับตัวเอง การร้องเพลงให้ความรู้สึก ให้ตัวเองมีความสุข สมมติตัวเองเศร้าก็อยากร้องเพลงให้ตัวเอง คือเหมือนเราฟังเพลง ฟิวเดียวกันคือเราร้องให้ตัวเองฟัง ร้องให้ตัวเองรู้สึก คือผมไม่อยากไปร้องเพื่อไปสอนคนโน้นคนนี้ ผมไม่อยากไปร้องเพื่อให้คนโน้นคนนี้คิดว่าเราเจ๋ง ถ้าผมจะร้องเพลงสักเพลงหนึ่งเพื่อใครผมอยากร้องเพื่อตัวเองให้รู้สึกดีขึ้นมาเพราะผมก็คนธรรมดามีเศร้า มีหมดหวังมีท้อ ถ้าวันไหนอยากจะร้องเพลงเพื่อชีวิตสักเพลงก็อยากร้องให้กับชีวิตของตัวเองที่มันท้อแท้หรือมันหมดหวังก็จะดี ถ้าสมมติเพลงนี้มันสามารถที่จะไปอยู่ในชีวิตของใครหลาย ๆ คนได้ผมก็ดีใจ แต่ว่าเริ่มเลยคือผมอยากจะร้องให้กับตัวเองฟัง

toon3 บทสัมภาษณ์ตูน BodySlam

….. วีรศักดิ์ และตูน

…จาก 4 อัลบั้มที่ผ่านมา อัลบั้มไหนที่คุณใส่ความเป็นตัวคุณมากที่สุด รวมเมื่อตอนเป็นวงละอ่อน

จริง ๆ ทุกอัลบั้มมันคือผมหมดเลย มันคือผมในแต่ละช่วงเวลา ละอ่อนคือตัวผม ผมก็ทำดีได้แค่นั้น ร้องดีที่สุดได้แค่นั้น คือเราก็ทำเต็มที่ในแต่ละช่วงเวลาของเราอยู่แล้ว มันก็คือตัวเราในตอนนั้น เหมือนกับตอนเด็ก ๆ เราชอบอ่านการ์ตูน ชอบร้องเพลงเด็ก ๆ เราก็ร้องได้แค่นั้น พอโตมาเราได้ยินอะไรมากขึ้นเราได้เจอเหตุการณ์ในชีวิตมากขึ้นเราก็ค่อย ๆ ประมวลผลมาเป็นตัวเราในแต่ละช่วงเวลา บอดี้แสลมเหมือนกันตั้งแต่ชุดแรก มันก็คือตัวผมที่ผมเป็นตอนนั้น มาถึงชุดที่ 2 มันก็คือตัวผม พอถึงชุดที่ 3 ที่มีพี่ยอด พี่ชัฒ เข้ามามันก็คือบอดี้แสลมในแต่ละช่วงเวลาที่มันออกมาได้ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลาอยู่แล้ว มันก็คือตัวผมทุกอัน มันใช่หมดเลย มันขึ้นอยู่กับเราผ่านอะไรมาเราเจออะไรมา

…ทุกวันนี้มีศิลปินออกเมาเยอะมากเลย คิดยังไงกับคนที่ฟังเพลงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก รูปร่างหน้าตา

ผมว่ามันไม่ใช่ปัญหานะ มันเป็นความพอใจของแต่ละคนมากกว่าที่จะดู ที่จะฟัง ซึ่งตรงนี้มันมีตั้งแต่สมัยเรายังไม่เกิดแล้วล่ะนักดนตรีที่หน้าตาดี ๆ สมัยก่อน เล่นดนตรีเก่ง ๆ อย่างพวกฝรั่งเนี่ยเยอะ ซึ่งผมว่ามันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวงดนตรีที่เป็นพาณิชย์ศิลป์ ซึ่งมันก็มีการซื้อขายกันเกิดขึ้น การซื้อขายมันหมายถึงต้องพอใจถึงจะซื้อขายกันเกิดขึ้น หน้าตาก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนซื้อ มันไม่ใช่เรื่องผิดมันอยู่ที่แนวดนตรีด้วย เช่น เพลงป็อบ แน่นอน มันก็ต้องหน้าตาดี มันก็ต้องเสียงดีเพลงดี คือ ไอ้ตรงนี้ผมไม่เคยมองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย มันคือเป็นเรื่องธรรมดาของวงการเพลงดารามาออกเทปมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าอยู่ที่คนว่าจะเลือกแบบไหนเหมาะกับตัวเองมากกว่า สมมติเด็ก ม. 1 ม. 3 จะให้เขามาฟังเพลงที่มีแก่นมาก ๆ มันก็ไม่ใช่ตัวเขาในเวลานั้นเขาก็ชอบอะไรที่หยิบต้องง่าย คือนักร้องหน้าตาดีเต้นเก่ง เพลงเพราะ คือมันก็เหมาะกับเขา เขาก็ซื้อเขาก็ชอบแบบนั้น ถ้าเรามองจากมุมของเรา มองกลับลงไป ถ้าเราจะไปตัดสินว่าไร้สาระ มันไม่ถูก คือทุกคนมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ตัวเองพอใจในแต่ละช่วง สมมติว่าเขาโตมาเป็น ม. 4 ,ม. 5 ,ม. 6 ความคิดเขาเปลี่ยน มุมมองเขาเปลี่ยนเขาอาจจะชอบอะไรที่มีแก่นมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ

…มีความรู้สึกอย่างไรกับอาชีพที่ทำอยู่ตอนนี้

ผมว่ามันเป็นอาชีพที่สมัยก่อนอาจจะดูเหมือนแบบฉาบฉวย ดูแบบสนุกสนานไปวัน ๆ ไม่ยั่งยืนผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ แต่ผมว่าตอนนี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะว่าตอนนี้ผมเห็นพ่อแม่หลายคนอยากเห็นลูกเป็นนักร้อง อยากให้ลูกเจข้ามาอยู่ในวงการอยู่ในวงเวียนนี้ ผมเห็นว่ามันถูกยกระดับโดยสื่อ เพราะว่าทุกคนเห็นว่าถ้าร้องเพลงได้ออกทีวี ๆด้ออกคอนเสิร์ต ได้มีคนชื่นชอบ ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยมีตามสื่อ คนเรามันก็จะนึกว่ามันก็เหมือนไปโชว์ไปเต้นบนเวที แต่ปัจจุบันมันมีอะไรมากกว่านี้ มันคือสัญลักษณ์มันคือการทำให้ตัวเองมีค่าขึ้นมา รู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 30 ปีที่แล้ว มันเร็วมาก จนตอนนี้มันเหมือนเป็นอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาอยู่ตรงนี้

…แล้วตอนนี้คุณเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีหรือดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ

ถ้ามองในมุมผมผมคิดว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม ส่วนใหญ่ด้วย ประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า จนถึงวันนี้ผมอายุ 28 ปี ผมรู้สึกว่าทุกช่วงเวลาผมมีดนตรีหมดเลย ทุกช่วงเวลาไฮไลท์ของผมมันคือดนตรีหมดเลยตั้งแต่เด็ก ๆ มันจะเข้ามาในรูปแบบไหนก็ไม่รู้ มันมีดนตรีหมดเลย ถ้าลองให้ผมนึกย้อนกลับไปนะ ผมก็จะนึกถึงตอนที่ผมไปเล่นที่นั่นที่นี่ นึกถึงตอนที่ผมตั้งวงใหม่ ๆ นึกถึงตอนที่พ่อเปิดเพลงให้ฟัง นึกถึงตอนที่ผมร้องเพลงในห้องน้ำบ้านอาจารย์ ตอนที่ผมมานอนค้างเมื่อตอนที่มากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ คือที่นึกออกก็จะมีแค่ตอนนี้ที่ฟังเพลงและร้องเพลง

…เสน่ห์ของการเล่นดนตรีอยู่ตรงไหน

การเป็นตัวของตัวเอง การร้องเพลง การเล่นดนตรี มันคือการทำให้ตัวเอง มันคือการที่อยู่กับตัวเอง มันคือการที่ไม่หลอกตัวเองอีกต่อไป อยากตจะร้องไห้อยากจะร้องเพลงเศร้าแค่ไหนอยู่บนเวที ร้องเพลงนี้เพราะคิดถึงใครสักคนทำได้หมด มันคือการเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้วครับ การร้องเพลงเล่นดนตรี แล้วคนจะชอบที่เราเป็นตัวของเราเองที่เราไมได้เฟค เราไม่ได้ปั้นมันขึ้นมา เราไม่ได้พยายามแต่งเติมมันขึ้นมา คือเราเอาอารมณ์ที่เรารู้สึกมันจริง ๆ ที่เราผ่านมาระบายมันออกไป

…สมมติถ้าโลกนี้ไม่มีเสียงเพลงกับไม่มีความรักคุณจะเลือกสิ่งใด

โห ผมไม่ขอเกิดดีกว่า เพราะว่าโลกนี้มันอยู่ได้ด้วยสองอย่างนี้ ถ้ามันไม่มีสองอย่างนี้ผมอยู่ไม่ได้ มันคือการไม่ตอบคำถามนี้ดีกว่าครับ (หัวเราะ)

…มีวันที่คุณอยากจะพักไหม

มันก็คงมีวันเหนื่อยแหละ มันคงมีวันที่เราเจ็บคอเยอะ ๆ แต่ว่าผมบอกได้เลยว่าผมจะอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เหตุผลคือผมทำอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ มันคือสิ่งที่รักที่สุด แล้วก็ทำได้ดีที่สุดแล้ว อยากอยู่ตรงนี้นาน ๆ

…อย่างนี้จะเรียกว่าคุณเกิดมาเพื่อเป็นนักร้องนักดนตรีเลยหรือเปล่า

ไม่รู้เหมือนกัน เกิดมาเป็นนักร้องเหรอ ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่ได้เกิดมาเป็นนักร้อง แต่เกิดมาเป็นแบบนี้ ถ้าสมมติให้ผมเลือกอีกชาติหนึ่งที่จะเกิดมาได้ ผมก็เลือกที่จะเกิดมาเป็นแบบนี้ คือมีชีวิตที่ไม่ต้องรวยมาก มีบ้านมีพ่อแม่ที่อบอุ่น มีทัศนคติแบบนี้ ถูกเลี้ยงดูแบบนี้แต่ไม่รู้จะเป็นนักร้องหรือเปล่า คำว่าเกิดมาเป็นนักร้อง ผมว่าไม่ได้เกิดมาเป็นแต่ด้วยจังหวะชีวิตต่างหากที่มันทำให้เป็น

…ตอนนี้คุณมีความเชื่ออะไรอยู่

ตอนนี้ผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างหนึ่งมันก็จะสำเร็จ แต่มันต้องใช้เวลาหน่อยบางคนอาจจะสองสามเดือนก็สำเร็จ บางคนสองสามปีสำเร็จ บางคนทำแม่งอยู่ตั้งนานเป็นสิบปียังไม่สำเร็จ แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จ คือถ้าเราไม่ล้มกระดานเราไปซะก่อนมันไม่มีคำว่าไม่เสร็จ อีกอย่างหนึ่งความเชื่อต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงด้วย

…คุณมีแนวคิดอย่างไรกับปัญหาการดาวน์โหลดเพลงต่าง ๆ หรือเทปผี ซีดีเถื่อนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

ผมคิดว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์ที่มันหมุนไปเรื่อย ๆ ที่แต่ก่อนไม่มีเทปคาสเส็ทก็เป็นแผ่นเสียง ฟังเพลงตามวิทยุเอา จนถึงโลกมันก็หมุน ๆ โลกมันก็มีซีดี มีเอ็มดี มีเว็บไซด์ มีการดาวน์โหลด ซึ่งตอนนี้มันก็เป็นส่วนหนึ่งของวัยรุ่นทุกวันนี้แล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติ เราต่างหากที่จะเรียนรู้ให้อยู่กับมันให้ได้ ถ้าเรามองในเรื่องของรายได้เราก็จะไปซีเรียสกับมัน เพราะเราไปเทียบกับแต่ก่อนของคนอื่นที่เขาขายได้เท่านั้นเท่านี้ แต่เรามาออกยุคนี้เราไมได้ออกยุคที่แล้วนี่ เรามาออกยุคนี้เรามาขายให้คนยุคนี้เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่มันเป็นอยู่ มันเกิดขึ้น เราคนเดียวเราไปค้านโลกทั้งโลกไม่ได้อยู่แล้ว เราไปหยุดโลก ๆ ทั้งโลกไม่ได้อยู่แล้ว เราก็ต้องหมุนตามไป แต่เราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันให้ได้แค่นั้นเอง คือสมมติเราจะออกให้มาพูดให้เขาคิดไม่ซื้อของเถื่อนไม่ดาวน์โหลดจากเว็บไซด์เถื่อน เราพูดได้ แต่ผมยังคิดว่าคนที่เขาชอบงานเพลงจริง ๆ เขาชอบวงไหนวงหนึ่งจริง ๆ เขาก็จะซื้อ เขาก็จะเชื่อวงนั้น เขาก็จะซื้อสิ่งที่เขาคิดว่าถูกอยู่แล้ว มันเหมือนเราไม่ต้องไปพยายามบอกเขา คนที่เขาชอบเราที่เขารักเราเขาก็ช่วยเราเอง ถ้าเรายิ่งไปพูดเยอะ ๆ มันจะยิ่งเหมือนเราพยายามที่จะหยุดโลกด้วยมือของเรา มันไม่ใช่ เราต้องหมุนไปตามแล้วก็อยู่กับมันให้ได้ ดิ้นไปตามมันไปเรื่อย

…ปัญหาพวกนี้มีส่วนทำให้พวกคนทำงานเพลงอย่างพวกคุณเสื่อมสรรถภาพในการทำงานลงไปไหม

ผมว่ามีส่วนเยอะเลย ต้องยอมรับว่าเรื่องเงินทองมันก็มีส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของพวกผมเหมือนกัน ผมก็คือคน ต้องใช้ชีวิตต้องกินข้าวต้องทำอะไรอีกเยอะ แต่ว่าผมอยากให้ลองมองหลาย ๆ วง รวมทั้งตัวผมเองย้อนกลับมาดูงานของตัวเอง ผมคิดว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่มันเกิดขึ้นตอนนี้คือที่คนไม่ซื้องานถูกกฎหมาย หรือว่าไม่ซื้ออัลบั้ม เป็นเพราะว่าเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่างานอันนั้นยังไม่ดีพอ ที่จะได้รับการซื้อ คือมันต้องย้อนกลับมาที่ตัวว่าเราทำงานดีพอที่จะให้คนเสียเงินร้อยกว่าบาทหรือสองร้อยมาซื้อซีดีเราหรือเปล่า คือมันเหมือนต้องย้อนกลับมาดูตัวเองเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ทำไมไม่ซื้อของจริงทำไมไม่ซื้อซีดีกูวะ ผมเชื่อว่าเพลง ดี ๆยังไงก็ขายได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอัลบั้มดี ๆ ยังไงก็ขายได้ ผมยังเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้วก็จะเชื่ออย่างนั้นตลอดไปด้วย

…จากปัญหาพวกนี้คุณคิดว่าจะมีวิธีใดรับมือได้บ้าง

คนเดียวหยุดโลกไม่ได้ คนกลุ่มเดียวหยุดโลกไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่แค่คนซื้อ คนทำก็ต้องช่วยทำเพลงที่มันจรรโลงมากขึ้น มีแก่นมากขึ้น มีค่ามากขึ้นที่สำคัญ ซีดีแต่ลวงที่วางอยู่บนแผงเราทำขึ้นมาให้มันมีค่า พอที่จะหยิบขึ้นมาแล้วจ่ายเงินไม่ใช่แค่แผ่นซีดีแผ่นหนึ่ง แล้วมันจะถูกยกระดับขึ้นมาทั้งวงการ

…ในมุมมองของคนทำเพลงคุณคิดยังไงกับพื้นที่สาธารณะ My space

ดีครับ ผมก็เคยเข้าไปสองสามครั้งนะ ผมก็เห็นหลาย ๆ วงที่ยังไม่มีงานเป็นอัลบั้มก็ทำเพลงแล้วก็มาปล่อยในนี้ให้คนฟังแล้วก็คอมเมนท์ มันก็คือการที่โลกมันหมุนไป ซึ่งวิธีการนี้เพิ่มขึ้นมันก็มีช่องทางในการนำเสนอความคิดทางดนตรีเพิ่มขึ้น

…คุณรู้จักป้ายรถเมล์ไหม

รู้จักครับ

…ถ้าป้ายรถเมล์ไม่ใช่จุดที่คุณนั่งรอรถคุณจะรออะไร

ผมก็จะนั่งรออยู่นะ ผมชอบนั่ง ถ้าผมมีเพลงสักเพลง หรือว่ามีอัลบั้มสักอัลบั้มที่ชอบสักอัลบั้ม ผมก็จะนั่งทีป้ายรถเมล์รออะไรบางอย่างที่จะเข้ามาในชีวิต โดยผมก็จะฟังเพลงผมอยู่เรื่อยๆ ผมจะร้องเพลงฮัมเพลงอยู่เรื่อย ๆ ผมไม่รู้ว่าจะมีอะไรเข้ามาในชีวิตตอนที่นั่งรออยู่ป้ายรถเมล์บ้างแต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีอยู่ก็คือผมมีดนตรีผมมีเพลง

การก้าวเข้ามาสู่วงการเพลงเป็นเพราะความฉาบฉวยอย่างศิลปินบางคนหรือเพราะเขาเกิดมาเพื่อเป็นตัวจริง คุณน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด :B

toon2 บทสัมภาษณ์ตูน BodySlam

….. แยกไม่ออกใช่ไหมว่าคนไหนคือ ตูน